วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ปีใหม่...หางานใหม่
เงินเดือนคนเข้าใหม่เดือนนี้ตกเบิก Financial Director บอกว่าหาสำเนาหน้าบุ๊คไม่เจอ
วันนี้ลาป่วยซะด้วย ไม่งั้นได้ออก chinese opera กันแล้ว
ไม่รู้ว่าเลขาฯเก่าลืมทำสำเนาหน้าบุ๊คส่ง Fin. Dir. หรือเอกสารมันหาย
แต่ก็ไม่น่าหายที่พี่เมสเซนเจอร์ ถึงเราจะไม่ได้ให้เซ็นต์รับ แต่แค่วิ่งระหว่างออฟฟิศในเครือ มันไม่น่าหลุด พี่เมสฯเค้าอยู่มานาน
ถ้าหายก็น่าจะเป็นเพราะผู้รับหาไม่เจอนั่นแหละ ก็ she เล่นเข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 3 วัน กลับมาทีเอกสารก็ท่วมหัว
จริงๆนะ คน HR มัน sensitive มาก
ถ้าไม่มีสิทธิ์ได้เปิดแฟ้มประวัติพนง.ทั้งที่ต้องใช้ข้อมูลในนั้น มันจะเซ็งมาก
ที่เก่านายเก็บ แต่ฉันก็ยังเก็บ copy ตอนแรกเข้าได้ จะใช้อะไรก็มีให้ดู
แต่ที่นี่ เลขาฯเก็บว่ะ ใช้อะไรที่ก็ต้องขอ ไม่รู้ทำใบปะหน้าไว้บ้างเปล่าว่ามีเอกสารอะไรที่พนง.ให้มาบ้าง
เลขาใหม่ส่ง sms มาแจ้งว่าให้แจ้งเลขที่บัญชีด่วนตั้งแต่ 8 โมง
แต่มันมาตื้ดๆที่เครื่องฉันตอน 4 โมงเย็น
แล้วระหว่างวัน she ก็ไม่พูดอะไร เมล์ส่งงานกันไปๆมาๆก็ไม่บอก
จนฉันออกไปดูราคาเบียร์ที่ Tops เพื่อซื้อไป New Year Party
กลับมาบ่ายสามครึ่ง she ก็โทรมาตามว่าทำไมไม่ตอบเมล์
มีเลขที่บัญชีคุณเรย์(พนง.ใหม่ที่เข้าพร้อมฉัน)ไหม? Fin.Dir. บอกว่าไม่ได้รับเอกสาร
ฉันก็บอกว่าน่าจะอยู่ที่แฟ้มประวัติที่คุณถือกุญแจอยู่นั่นแหละ(แสดงว่าไม่เคยเปิดดูเลย)
เข้าบ้านมา เช็คเมล์ที่ she ส่งมา ดันถามเรื่องงานที่ฉันส่งไปเมื่อตอนสายๆ
แถมถามคำถามที่ไม่น่าจะถามมา
แล้วดันมาตามงานที่ไม่น่าจะด่วน (เช็คโปรโมชั่นโทรศัพท์มือถือทุกเครื่อง)
เวรจริงๆ อุตส่าห์บอกพี่โอว่าจะไปอัพบุ๊คเงินเดือน คนเยอะจนต้องทำรายการจ่ายที่แบงก์อื่นแทน magnetก็เสีย อัพผ่านเครื่องไม่ได้
แล้ว New Year Party เนี่ยะ เลขาใหม่ก็เป็นคนมาบอกเองว่าเอาร้านคลื่นแทรก
จนฉันไปตกลงกับผจก.ร้านแล้ว
เมื่อวานเพิ่งมาถามว่าเราจะ ต้อง confirm ร้านเมื่อไหร่ (จะจัดวันที่เปิดทำงานวันแรกแล้วเนี่ยนะ) นายยังไม่ได้ของบจากประธานบริษัท
วันนี้ฉันให้เลขาถาม เค้าก็ยังไม่ตอบฉันเลยว่าจะเอายังไง พนง.ก็รอ announcement อยู่
เหมือนกันดีจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่ๆบัญชีถึงส่ายหัวกับเลขาเก่า
เพราะคนใหม่ก็ออกแนวอะไรก็ไม่รู้ๆเหมือนกัน
เป็นคนที่โปรโมทจาก reservation
เฮ่อ-จ่ายเงินหาคนใหม่ที่พอจะมีประสบการณ์บ้างได้ไหม? เป็น Document Controller มาก่อนก็ยังดี ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักการดำเนินการต่างๆที่บริษัททั้งหลายจะต้องทำบ้างเลย
เมื่อวานผจก.ฝ่าย operation เพิ่งลาออกแบบทิ้งระเบิดไป ทั้งๆที่เค้า professional และมีวุฒิภาวะมาก อึ้งเหมือนกัน แถมคิดว่า เอาบ้างดีกว่า
อิ๋วเอ๋ย สงสัยนะต้องออกเลยอย่างที่อิ๋วบอกจริงๆว่ะ
มันไม่หนักหนาเกินทนนะ แต่มันรำคาญและเซ็งจับใจ
วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551
งานใหม่ของหมาปอ(2)
หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับงาน ก็เจอลองของอีก
จะมีพนง.งี่เง่าคนนึง ชอบมาแต่เช้า และมีปัญหากับเครื่อง multi-function
ตอนนั้นยังไม่ถึงเวลาเข้างาน ฉันกินกล้วยแขกอยู่ที่โต๊ะเพราะไม่มีกับข้าวขาย แม่บ้านก็ลาพักร้อน ต้องดูแลออฟฟิศคนเดียว เหนื่อยก็เหนื่อยเพราะโหนรถเมล์ตลอดทางจนมือเป็นตะคริว
มันเรียกฉัน ฉันก็งง คืนวันพฤหัสฯฉันก็ออกคนท้ายๆ เครื่องก็ยังใช้ได้อยู่นี่หน่า
ฉันก็เฮ้ย อะไรวะ? ตูกินอาหารเช้า มึงก็สั่งๆเหรอเนี่ยะ?
เดินไปดูที่เครื่อง มันแก้เองได้แล้ว ลืมเปิด switch ไง มันก็พูดว่า เชิญคุณไปกินข้าวต่อเถอะค่ะ(ด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น)
ไม่ได้รังเกียจที่จะทำให้หรอกนะ แต่ใช้คำและน้ำเสียงแบบสั่งๆๆ แถมไม่รู้กาลเทศะ มันน่าเดินไปทำให้ไหมล่ะ?
สักพัก เอาอีก สั่งพริ้นท์ออกอีกเครื่องแล้วงานไม่ออก มันเรียกฉันมาแก้
ไม่เคยมีใครสอนฉันหรอกนะ ฉันแค่อ่านจากจอ LCD แล้วจิ้มๆๆ งานก็ cancel เอง
เฮ่อ อยู่มาตั้งนาน มรึงนี่น่าจะทำเป็นนะ ไอ้คุณreservation! ภาษาอังกฤษแม่งเก่งกว่าตูอีก
รู้ตัวว่าเป็น HR ที่ไม่ดี ยังไม่ได้ไปเจ๊าแจ๊ะกับใครนอกจากคนที่แวะเวียนมาส่งเอกสาร ขนาดน้องบัญชีที่นั่งอยู่ข้างหลังยังไม่มีเวลาคุยกันเลย
ว่าจะจัด hard file-soft file เข้าที่ แล้วคงมีเวลาไปทำความรู้จักผู้คนเอง ปรากฏว่างานเข้าอีกแล้ว
เลขาฯมาสาย มาถึงก็หน้าตาอิดโรย งานหลายอย่างแกก็ลืม ต้องโทรเรียกเมสเซนเจอร์กลับมาเอาเอกสารไปเดินเรื่องให้
ฉันรู้สึกได้ว่าแม่บ้านกับเมสเซนเจอร์ก็ประเมินฉันอยู่เหมือนกันว่าจะคุมงานแผนกเราได้ดีแค่ไหน
ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ดีแน่ ลูกน้องบ่นและอีกหน่อยก็จะไม่เชื่อถือกัน
ว่าจะคุยกับพี่เลขาฯเรื่องจัดคิวงานให้เมสเซนเจอร์และจะถามเรื่องพนง.ลาออก เพื่อที่จะได้แจ้งออกประกันสังคมและอะไรอีกหลายอย่าง ปรากฏพี่เค้าก็ชิ่งพูดก่อนว่า จะทำงานแค่เดือนนี้ ตอนนี้ก็พยายามจัดเอกสารให้อยู่ ได้งานที่ใหม่แล้วและต้องไปทำตั้งแต่เดือนหน้า เป็นโอกาสที่ดี ไม่ไปไม่ได้ (แต่ก็ไม่ได้คุยกันว่า แล้วยังไงถึงได้หางานใหม่) เลขาฯคนใหม่ จะเลือกจาก reservation ตอนนี้รอเจ้าตัวตอบตกลง (แอบหวังใจว่าไม่ใช่ยัยขี้วีนที่เพิ่งมาเซ้าซี้ให้หาวันลาพักร้อนที่เหลือของมันและเพื่อนรอบโต๊ะหรอกนะ) ซึ่งก็ไม่มีความรู้เรื่องงานธุรการเลย แล้วไงล่ะ?
งานทั้งหมดก็ตกอยู่กับฉันน่ะสิ ยกเว้นงานที่ต้องทำส่ง boss โดยตรง
ได้คุยกับแม่บ้าน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็เพิ่งปิดตัวพร้อมการ layoff เมื่อต.ค.ที่ผ่านมา
คือ ใครออมไว้เท่าไหร่ก็ได้คืนหมด ส่วนของบริษัทก็ได้เท่าที่พนง.ออมเป๊ะเลย (พนง.ออมเท่าไหร่ก็ได้แต่ไม่เกิน 7.5% ส่วนบริษัทสมทบให้ 7.5% หมด และได้เงินส่วนของบริษัททั้งหมดไม่ว่าอายุงานเท่าไหร่)
แต่ต่อนี้ไปไม่มีแล้ว พนง.ก็ขวัญเสียสิ ฉันว่าตอนนี้เงินเดือนที่ได้กันสูงๆ นั้น เท่ากับพนง.ต้องรับความเสี่ยงหลายๆอย่างไว้เองนอกจากที่ไม่รู้ว่าบริษัทจะไปได้อีกแค่ไหนหรืออย่างไร
ค่ารักษาพยาบาลที่เคยได้เท่าบริษัทเก่าแต่ของที่นี้เบิกกับฝ่ายบัญชีของบริษัทโดยตรงและจ่ายให้แม้เป็นการตรวจโดยไม่พบว่าเป็นโรคอะไร ก็อาจจะเปลี่ยนเป็น health insurance ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น บริษัทจ่ายเงินน้อยลง แต่พนง.ไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่อย่างเช่นเคย
ไอ้ฉันยังเด็กๆ ไม่มีหนี้ให้ผ่อน มีเงินเก็บพอเอาชีวิตรอดไปได้อีกปี ก็นึกๆอยู่ว่า ถ้าบริษัทจะเจ๊งก็เจ๊งไปเลย
แต่นึกถึงคนที่อยู่มาเกือบ 20 ปี ที่มีอยู่เกือบ 10 คน ใจหายแทนว่ะ ลูกเค้าจะเอาเงินจากไหนไปเรียนหนังสือวะ?
ขอให้ทุกคนยังมีงานทำ มีข้าวกิน มีบ้านให้อยู่นะ สู้ๆ
วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
งานใหม่ของหมาปอ
เรื่องของเรื่องคือแบงก์ของเอ็มได้ประวัติฉันใน jobsdb.com ที่โพสท์หางานสมัยยังอยู่ที่เก่า ก็เลยได้หางานโดยไม่ตั้งใจ
ความหลังฝังใจกับที่ทำงานเก่ายังสลัดไม่หลุด แถมตอนนั้นเพิ่งตัดสินใจเป็นนักแปลฟรีแลนซ์ ด้วยความที่บ่จี๊ น้องสาวเลยคะยั้นคะยอให้รับงานแปลจากนักศึกษา ฉันก็เตรียมวางแผนประชาสัมพันธ์ คิดหาทางทำเงินจากการแปลไปเรื่อย อยู่ๆจะให้กลับมาเป็นมนุษย์ตอกบัตร อารมณ์ติสต์แตกของฉันจึงปั่นป่วน
อีกอย่าง ฉันเคยผ่านงานบริษัทใหญ่มาแล้ว ไม่อยากทำอีกแล้ว แต่พอแม่รู้ sheก็เที่ยวพูดกับเพื่อนฝูงในวงการแบงก์ไปเรื่อย รู้กันไปถึงพิษณุโลกบ้านเกิดแม่ จ๊ากกก!!!
วันที่ฝ่ายสรรหาโทรมา ฉันเครียดถึงขั้นโทรหานักจิตวิทยาเลยทีเดียว นักจิตวิทยาพูดมาคำนึงว่า ถ้าฉันแย่อย่างที่เจ้านายว่าจริงๆ นายคงไม่เลี้ยงฉันไว้ใช้ต่อหรอก อาจจะให้เซ็นต์ใบลาออกหรือเลิกจ้างไปแล้วก็ได้
แม้จะคิดว่านี่ไม่ใช่แนวของนายเก่า แต่เอาวะ เชื่อก็ได้ ไม่งั้นชีวิตคงดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ ก็เลยกล้าตอบตกลงไปสัมภาษณ์งาน
ส่วนบริษัทจัดหางาน ก็หางานบุคคลมาให้ แถมได้สัมภาษณ์ก่อนแบงก์เสียอีก เป็นบริษัทเครื่องแต่งกายและเครื่องสำอางชื่อดัง ฉายา"ซีไขว้" งานที่นี่เป็น HR ที่ทำทุกอย่างจริงๆ แต่เดิม HR Mgr เป็นคนทำ แต่ทำไม่ไหว เพราะคนเยอะขึ้น ส่วนเรื่องสภาพคล่องไม่ต้องห่วง ลูกค้ากระเป๋าหนักจริง ขายได้เรื่อยๆอยู่แล้ว ใจจริงอยากได้ที่นี่มาก ทุกอย่างลงตัว เพียงแต่ HR Mgr ยังยุ่งเกินกว่าจะนัดรอบสอง เฮ่อ!
องค์กรใหญ่ก็รอนานหน่อย ไปเพราะเสียไม่ได้ เกิดแม่ไหว้วานใครไปสืบว่าฉันเป็นฝ่ายปฏิเสธแบงก์ มีหวังโดนเล่นเรื่องนี้ไปได้อีกเป็นสิบปี
สัมภาษณ์รอบแรก แทบบ้า เค้านัดมาทำ test พร้อมกันเกือบห้าสิบคน ตอบก็ไม่ทัน ยิ่งตอนเขียนภาษาอังกฤษ ข้อท้ายๆก็ลำดับเรื่องไม่ดี (คนตรวจคงใช้วิธีคิดแทนฉัน ถึงได้เข้าใจได้ว่าฉันจะสื่ออะไร อายอิ๊บอ๋าย)
ส่วนสัมภาษณ์บ่ายวันนั้น ก็ได้คอมเม้นท์มา ผมต้องเนี้ยบนะคะ รองเท้าเตี้ยไป รอบหน้าขอสูง 2 นิ้วนะคะ สูทดำ กระเป๋ากับรองเท้าก็ต้องดำด้วยค่ะ กระโปรงยาวไปค่ะ คราวหน้าให้สั้นเหนือเข่านะคะ แล้วก็ไปอ่านเกี่ยวกับ HRM เพิ่มนะคะ เป็นเพื่อนกับเอ็มใช่ไหมคะ? ลองถามเอ็มดูนะคะว่าตอนเรียน HRM อ่านเล่มไหนไปบ้าง
สัมภาษณเสร็จก็เหนื่อยใจ เหมือนคนไปแข่งโอลิมปิกโดยรู้ว่ายังไงก็ไม่ได้เหรียญ แค่ไปรับใช้ชาติ ให้รู้ว่าเรามีความสามารถจนผ่าน qualify ได้
ดันมีรอบสองว่ะเฮ้ย เป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ไปสัมภาษณ์สาย เพราะรถของแบงก์ที่วิ่งรับส่งคนจากสีลมไปพระรามสามเกิดขาดช่วง ไปติดอยู่สาทรขาเข้าซะงั้น โทรหาเอ็ม เอ็มยังไม่ถึงสีลมด้วยซ้ำ ไปถึงก็รีบแจ้นเข้าห้องน้ำ แต่งหน้าทำผม โชคดีมีคนอื่นให้เค้าสัมภาษณ์ไปพลาง ระหว่างรอเค้าก็ให้เขียนเรียงความภาษาไทย เกี่ยวกับเป้าหมายในชีวิตการทำงาน
กรรมการอ่านแล้วชอบ เอามาพูดคุยขยายความต่อกันซะยาวในตอนสัมภาษณ์ แต่เรื่องติตต่อสัมภาษณ์รอบสามก็เงียบไป
หลังจากนั้นก็มีสัมภาษณ์อีกสองที่ ที่ที่สัมภาษณ์ก่อน เป็นอุตสาหกรรมการผลิต เจ้าหน้าที่บุคคลมีหลายคน ถ้าเข้าไปก็จะทำ training กับ Organization & Development (ไม่อยากบอกว่าไม่เคยแตะเป็นเรื่องเป็นราว) อยู่เกือบถึงรามแน่ะ ไม่ไปดีกว่า
ส่วนที่หลังเป็นบริษัทท่องเที่ยว เป็นบริษัทคนไทยแต่จ้างฝรั่งบริหาร ตำแหน่งนี้ต้องทำงานบุคคลและธุรการทั้งหมด ตำแหน่งเป็น supervisor ตอนอ่าน qualification เออ-ตรงนี่หว่า ลองดู เผื่อตำแหน่งจะได้โตตามวัย
ดีที่สัมภาษณ์ถี่ เลยไม่ตื่น-ไม่ลนลาน
วันรุ่งขึ้น เค้าก็โทรมาขอคำยืนยันเลยว่าจะมาเริ่มงานกับเค้าแน่ ลองดูไม่เสียหาย ไม่ได้ตั้งเป้าอะไรมากมายอยู่แล้วนี่ มีเงินใช้อีกต่างหาก
งานจะหนักหน่อย เพราะคนเก่าไปแล้ว เลขาฯก็ไม่ว่างสอนงาน แถมยังมีคนงี่เง่า รู้ทั้งรู้ว่าเราเข้ามาใหม่และไม่มีคนถ่ายงานให้ ก็ยังจะมาขออะไรยากๆที่ต้องใช้เวลาหา แหม-คนเก่าอยู่มา 12 ปี เอกสารก็ไม่ทำลายทิ้ง อะไรไม่รู้เต็มไปหมด รู้สึกไม่ดี แต่ก็ไม่มีเวลาเสียใจ ถ้าฉันออก คนดีๆอีกหลายคนต้องมาเหนื่อยเอางานพวกนี้กลับไปทำ อีกอย่าง พูดได้เลยว่าที่นี่ตรงกับเกณฑ์ที่ฉันเคยนึกเล่นๆระหว่างตกงานเป๊ะ เป็นที่ที่รู้สึกได้ว่าเจ้าของบริษัทให้เกียรติคน ถึงได้วางนโยบายที่ทำให้อยู่แล้วสบายใจ อย่างใครจะไปชุมนุมทางการเมือง ก็ไปได้ ไม่นับเป็นการลา ทั้งที่บริษัทเราได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบินมากอยู่
คงเหนื่อยอย่างนี้ไปตลอดช่วงทดลองงาน กว่าจะเคลียร์งานคนเก่าเสร็จ รู้งี้ไปดรอปป.โทก่อนดีกว่า มีแววจะได้ลงทะเบียนวิชา individual study เป็นรอบที่สามซะงั้น ครั้งนึงตั้งสองหมื่น
อุ๊ย-แบงก์โทรมานัดสัมภาษณ์รอบสุดท้าย! รออ่านในบล็อกหน้าแล้วกันนะ .
วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ช่วยกันๆ
ทิ้งช่วงไปนาน มีเรื่องราวหลายอย่างที่อยากเขียน แต่ติดที่เคยรับปากไว้ว่าจะเขียนเรื่องการประหยัดทรัพยากรกันต่อ
(ที่จริงก็ไม่มีใครมาทวงสัญญา ไม่รู้ว่าอ่านกันหรือเปล่าด้วยซ้ำ แต่อยากกระตุ้นจิตสำนึกของตัวเองและญาติมิตร)เลยต้องกลับมาเขียนเรื่องนี้ต่อ
อย่างที่บอกไป สิ่งแวดล้อมแบบนี้-เศรษฐกิจแบบนี้ อยากให้ลองทบทวนรูปแบบการใช้ชีวิตกันหน่อย
ก่อนจะซื้ออะไร คิดดูนิดนึง ซื้ออย่างมีสติ
จำเป็นกับชีวิตไหม? ดีอย่างไร-ไม่ดีอย่างไร?
เมื่อเราเลิกใช้ มันจะไปอยู่ไหนต่อ?
ในเมื่อเราไม่คิดจะตายกันวันนี้-พรุ่งนี้ ก็ทำให้โลกน่าอยู่กันไม่ดีกว่าหรือ
ขอนอกเรื่องนิดนึง ตอนนี้รับแปลงานด้านวิทยาศาสตร์
เศร้ามากที่รู้ว่า พลังงานที่เราใช้กันอยู่นั้น ที่จริงในระหว่างการผลิต มันมีพลังงานเริ่มต้นมากกว่าที่เราเอามาใช้ถึง 3เท่า
พูดอีกอย่างก็คือ จากพลังงานเริ่มต้น 3 ส่วน หายไประหว่างการผลิต 2 ส่วน เหลือให้เราใช้ 1 ส่วน
ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเก็บพลังงาน 2 ส่วนนั้นไว้ได้อย่างไร
ที่บ้านเรา ก็อย่างที่บอก
เสื้อผ้าที่เราไม่ใส่แล้ว เราก็ให้คนอื่น โดยเลือกให้ที่เหมาะกับคนที่จะรับช่วงด้วย จะได้ไม่ไปหมกอยู่ก้นตู้เสื้อผ้าเขาเหมือนกัน
ช่วงที่ห่างจากการเขียนบล็อกไป โชคดีมาก ไปเจอโครงการนึงใน pantip เค้ารับประมูลของ เหมือน garage sale อะค่ะ(นึกถึงงาน garage sale ที่หมวดภาษาอังกฤษ ร.ร.สายน้ำผึ้งจัดเลย) เลยโดดเข้าร่วมด้วย
เราแค่ถ่ายรูป บอกรายละเอียดสินค้า กำหนดราคาประมูลขั้นต่ำ ส่งไปให้ admin
จากนั้นเมื่อมีคนประมูลให้ราคาสูงสุด เจ้าตัวโอนเงินเข้าบัญชี แล้ว admin แจ้งชื่อ-ที่อยู่ให้เรา
เราก็แค่ออกค่าไปรษณีย์ส่งพัสดุไปให้ ตู้เสื้อผ้าโล่งไปหย่อมนึง น้องหมาแมวไร้ที่อยู่มีข้าวให้กินไปอีกหลายเดือน (ไม่คิดจะเลี้ยง ไม่ได้แปลว่าไม่คิดห่วงใยกัน)
ยังคุยกับเพื่อนจี๊ปอยู่ว่าอยากชวนเพื่อนๆมาทำอยู่เนี่ยะ
ตอนนี้ที่บ้านยัง แกะ-ล้าง-เก็บกล่องนมไปปั่นเอาเยื่อกระดาษ อัดเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ และสมุดของนักเรียนตามชายแดนให้ช่อง 3 อยู่ เดือนนี้จะปิดโครงการแล้ว แต่ว่าคิดจะทำต่อ อย่างน้อยก็ชั่งกิโลขายเพื่อไป recycle ต่อได้ ที่บ้านไม่ซื้อนมพาสเจอไรซ์ขวดอีกเลย ทั้งที่สมัยก่อน ก็ยังเก็บขวดไปให้คนอื่นชั่งกิโลขายเหมือนกัน (ขอนอกเรื่องนิดนึง ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการเก็บขยะมาประดิษฐ์เป็นของตกแต่งซักเท่าไหร่ เพราะส่วนตัวฉันแล้ว จะเลือกใช้ของตาม function ของมันมากกว่า ของตกแต่งมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นขยะอีกครั้งได้มากกว่าของที่เราใช้ตามหน้าที่ของมันจริงๆอะค่ะ)
พลาสติกสะอาดๆ อย่าง พลาสติกที่ seal ของที่เราซื้อมา แก้วบีบแตกที่เราล้างพร้อมจานชามที่บ้าน ถาดรองคุ้กกี้ ฯลฯ ที่บ้านจะแยกใส่ถุงพลาสติกใบใหญ่ไว้ ให้คนเก็บขยะเค้าเอาไปขาย ช่วยให้เค้ามีค่ากับข้าวได้อีกถุง
ไม่น่าเชื่อว่ากระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ขายได้ กล่องโมจิเอย ตั๋วรถไฟ ตั๋วรถเมล์ ใบเสร็จที่ด้านหลังรอเอามาจดอะไรแล้ว ทิ้งใส่ถุงพลาสติกอีกใบ ตอนออกบ้าน ก็หิ้วไปแวะขายให้ร้านรับซื้อของเก่าที่หน้าปากซอย ได้กิโลละ 3 บาทแน่ะ สองกิโลก็ได้ค่ารถสองแถวแล้ว
ก็แล้วแต่คนจะคิดนะ สำหรับฉันแล้ว มันเหมือนทำให้เห็นคุณค่าของเงินมากกว่าจะเก็บขยะขายอย่างจริงจัง (บางบ้านได้ตั้งเดือนละ 4 พัน—ไม่น่าเชื่อ)
เวลากินข้าว ก็กินเป็นมื้อๆ จะได้ไม่ต้องล้างจานที่กินระหว่างมื้อกันบ่อยๆ
วันไหนกลับมา รู้ว่าเหนื่อย ก็ไม่เปิดทีวี นอนเลยดีกว่า
โชคดีที่เป็นคนหนาวง่าย แค่รู้สึกว่าเหงื่อจะไม่ออกก็ไม่ต้องเปิดพัดลมแล้ว
วันไหนต้องออกนอกบ้าน ก็พยายามทำธุระนอกบ้านหลายๆอย่างภายในวันเดียว จะได้ไม่ต้องออกบ่อยๆ (คิดว่าจริงๆแล้ว ติดเชื้อขี้เกียจของพี่โอมามากกว่า)
ดูสิ มันไม่ได้ยากอะไรเลย เพียงแค่มีอะไรต้องฉุกคิดมากขึ้นแค่นั้นเอง ช่วยๆกันหน่อยน้า
วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2551
ได้ฤกษ์เสียที
ตอนนั้นคิดว่า ควรจดบันทึกให้สมบูรณ์ แล้วทำเป็นบทความเดียว แต่พอเอาเข้าจริงๆ จด ก็เปลืองกระดาษ พิมพ์ไฟล์ ก็เปลืองไฟ
วันนี้เห็นท่าไม่ได้การ รำคาญพวกดาราที่ให้สัมภาษณ์วิธีลดโลกร้อนผ่านสื่อแล้วมันเซ็ง คิดได้แค่เนี่ยะ? ใครอ่านแล้วช่วยส่งต่อหน่อยเถอะนะ เผื่อดาราอ่านแล้วจะได้ให้สัมภาษณ์ดีกว่าที่เป็นอยู่ ให้คนดูเขาเอาไปทำตาม
พี่ที่ป.โทคนหนึ่งเคยส่งบทความมาให้อ่านหลัง The Inconvenient Truth ออกใหม่ๆ บอกว่า ต่อให้วันนี้คนบนโลกทุกคนหยุดการใช้พลังงานทุกอย่างโดยสิ้นเชิง ก็ไม่อาจหยุดหายนะนี้ได้ สิ่งที่เราทำได้คือประวิงเวลาออกไป
เท่าที่เห็นกันอยู่ สิ่งที่เราทำนั้นไม่พอ ใช่-วันนึงเราก็ตาย ลูกหลานเราก็ต้องตาย
แต่คิดไหมว่าจะตายในแบบไหน?
- โลกร้อนจน heat stroke ตายแบบปวดหัวสุดๆเหมือนมันจะระเบิด เอาไหม?
- แย่งกันครอบครองพื้นที่สูงๆ ไล่ฆ่ากันอย่างปากเถื่อนเพื่อแย่งที่ดินไว้อยู่อาศัย เอาไหม?
- แห้งแล้งจนอาหารไม่พอกินทั้งเนื้อทั้งพืช ต้องกินคนด้วยกันเอง เอาไหม?
- น้ำท่วมตาย แวบเดียวแล้วไปเลย แต่กว่ามันจะมาถึง เราได้ยินว่าที่อื่นๆตายกันหมดเมืองเรียบร้อยแล้ว ความรู้สึกเราเหมือนหมูที่ถูกต้อนขึ้นรถไปโรงฆ่าสัตว์ เอาไหม?
ไม่เอาก็ต้องอ่าน
สิ่งที่จะปฏิบัตินี้ นอกเหนือจากการลดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมแล้ว มันยังมีผลต่อความคิด การดำเนินชีวิต สุขภาพ และจิตใจด้วยไม่ทางใดทางหนึ่ง
พระพุทธเจ้าและพระเจ้าแผ่นดินของเราสอนไว้ไม่ผิดเลย ทุกอย่างเริ่มที่ความพอเพียง
เรามาค้นหาว่าอะไรจำเป็น-ไม่จำเป็นสำหรับชีวิตกัน
บางคนตลกมาก ชอบเปิดทีวี เปิดวิทยุ จนหลับ เอาสิ่งนอกกายมาคลายความเหงาอ้างหวาง เปลืองพลังงาน เปลืองเงิน(ค่าไฟ) เปลืองสุขภาพ(นอนหลับไม่สนิท)
เช้ามาดูสรยุทธ์ ปิดทีวีแล้วฟังวิทยุที่กินไฟน้อยกว่าแทนดีกว่าไหม? เห็นหน้าสรยุทธ์ 2 ชั่วโมงทุกวันจันทร์-ศุกร์ อาจจะ 1 ชม. เสาร์-อาทิตย์ด้วย ไม่เบื่อหรือไง? แต่ถ้าอยากอ่าน sms "ลำปางหนาวแล้ว" ด้วย ก็ไม่ว่ากัน
สื่อบันเทิง ดูพร้อมๆกันหลายๆคน ไม่เปลือง แถมได้เพื่อนคุยอีกต่างหาก
ที่บ้านเรา ต่อให้อยากดูดีวีดีแค่ไหน ก็รอจนคนในบ้านที่อยากดูกลับบ้านมาดูพร้อมๆกัน ฮาพร้อมๆกัน
บางเรื่อง อย่างข่าวดาราแย่งสามีชาวบ้าน ไม่ต้องดูให้เปลืองไฟหรอก เดี๋ยวมันก็เลิกกัน ดูไปก็สมเพชเปล่า ส่วนรายละเอียด เดี๋ยวก็มีคนใช้พลังงานลม(ปาก)คาบมาบอกเองแหละ
เมื่อเดือนก่อน ได้ดูรายการสุริวิภา คุณแหม่มเข้านมัสการท่านติช นัท ฮันห์ ก็ได้ถามปัญหาไปว่า คนไทยตื่นเช้ามา ดูข่าวการเมืองแล้วไม่สบายใจ จะทำอย่างไรดี ท่านติชฯก็ตอบว่า ไม่ต้องดูข่าวทุกวันหรอก สัปดาห์ละครั้งก็พอ ถ้ามีเรื่องด่วนเรื่องสำคัญ เดี๋ยวก็มีคนวิ่งมาบอกเราเองแหละ (ดูรายการย้อนหลังได้ที่ www.mcot.net )
ไอ้หนังสือเรื่องย่อละคร ถ้าดูด้วย ก็ไม่ต้องซื้ออ่าน กี่เล่มแล้วล่ะที่ตอนจบในหนังสือไม่เหมือนในทีวี
*** อย่าลืมถอดปลั๊กทุกครั้งที่เลิกใช้ด้วยล่ะ มันช่วยป้องกันการเกิดไฟไหม้ด้วยนะ จะบอกให้***
การมีเครื่องสำอางสีเดียวกันหลายๆเฉด แสดงถึงความอ่อนด้อยความสามารถในการผสมสีของเจ้าของ ศูนย์ผสมสีทาบ้าน เค้าผสมสีได้นับหมื่นนับแสน มันก็เริ่มจากน้ำเงิน-แดง-เหลือง เหมือนกันแหละ ซื้อมาใช้ไม่เท่าไหร่ หมดอายุ ไม่ทิ้งก็ต้องทนเสี่ยงว่าจะเกิดอะไรกับหน้า-ตา-ปากหรือเปล่า ว่ากันจริงๆแล้ว แต่งเฉพาะวันที่เราต้องการดูดีก็พอ ตอนเรียนมัธยมฯมีครูคนนึง แต่งหน้าจัดมาก วันนึงครูเรียกไปพบที่ห้องพัก แกกำลังเช็ดหน้าออกเพื่อแต่งใหม่ โอ้ววววว!!! สัญญากับตัวเองว่าชาตินี้จะไม่แต่งหน้าเยอะอย่างนี้เลย เพราะเวลาที่ไม่มีอะไรบนหน้าแล้ว คนอื่นจะทนดูเราไม่ได้เลยทีเดียว
เสื้อผ้า ซื้อที่ใส่จริงๆ เหมาะกับเราจริงๆ(ใส่แล้วดูดีจริงๆไง) แล้วก็ได้ใส่จริงๆ ใส่จนคุ้มเงิน(ค่าชุดหารจำนวนครั้งที่ใส่) ถ้าไม่ได้ใส่ ก็ตัดใจให้คนอื่นเถอะ ยิ่งถ้าพวกใส่แล้วไม่เหมาะกับเรา เก็บไว้แล้วใครมาเจอ อาจรู้สึก(เผลอๆก็พูด)ดูถูกรสนิยมเราได้เลยทีเดียว พวกเชิ้ตหรือทีเชิ้ต ไม่แปลงเป็นเสื้อใส่อยู่บ้าน หรือเสื้อใส่นอน ก็ให้คนอื่นเถอะ ไปไว้ที่สถานีโทรทัศน์ก็ได้ เวลาเค้าไปทำสกู๊ปชีวิต-วงเวียนชีวิต ก็จะได้ให้ผู้ยากไร้ไป พวกคริสเตียนที่เชียงใหม่หรือสภากาชาดไทยก็รับของบริจาคไปขาย เอาเงินที่ได้ไปช่วยคนอีกทอดหนึ่ง
อาหารก็กินง่ายๆ ยิ่งเครื่องปรุงมาก ขั้นตอนมาก...มันเปลือง น้ำปลาขวดนึง ทำจากอะไรบ้าง ทำกันยังไง เคยหยิบมาอ่านฉลากดูบ้างไหม? ตอนตกงานใหม่ๆ เช้ามาอยากกินเต้าหู้ทอด เคยกินแต่ที่แม่ทำให้ วันนั้นอยู่บ้านคนเดียว เลยจำต้องไปตลาดเอง เต้าหู้แผ่นละ 8 บาท อ๋อ-ราคามันเท่านี้เองเหรอ? ทอดแล้วจิ้มกับซอสถั่วเหลือง แผ่นครึ่งก็อิ่มได้มื้อนึงแล้ว วันนั้นแหละที่เข้าใจจริงๆว่า อ๋อ-ชีวิตเราต้องการแค่นี้--อาหารเบาๆ ได้สารอาหาร ได้เส้นใยอาหาร ได้ฮอร์โมนเสริม และไม่ต้องกระชากวิญญาณใครด้วย ตอนปี 1 ทำรายงานวิชาวิทยาศาสตร์(ทุกคนในม.ต้องเรียน) ได้เลือกหัวข้อ "อาหารทางเลือก" ก็ไปอ่านเจอตอนหาข้อมูลว่า มีคนที่เป็น fruitarian คือกินแต่ผลไม้ที่สุกและร่วงจากต้น(เชื่อกันว่าต้นไม้เจ็บปวดเป็นเหมือนกันไง เลยไม่ปลิดผลมันให้ต้นมันเจ็บ) แล้วเขาก็หมุนเวียนผลไม้กินให้ได้สารอาหารครบถ้วนเอง ชีวิตโคตรเรียบง่ายเลย
เรื่องอย่างนี้ คนที่เคยไปปฏิบัติธรรม ได้กินเหมือนพระ พูดเฉพาะที่จำเป็น ไม่ติดต่อกับโลกภายนอก เสื้อผ้ามี 2 ชุดไว้ใส่-ซักผลัดกัน จะเข้าใจได้ดีเลยว่าควรทำอย่างไร แล้วมันก็จะส่งเสริมการปฏิบัติธรรมที่เคยทำมาด้วย เกิดความเคยชินจนเป็นกลายนิสัยที่นิยมความเรียบง่าย
คราวหน้ามาว่ากันต่อด้วยเรื่องยิบย่อยกว่านี้นะคะ
วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551
Project to 30
3 ปีน่ะมันเร็วมาก ถ้าทำงานนอกบ้าน ยิ่งไม่รู้วันเวลาที่ผันผ่าน
ที่เคยแอบชะล่าใจว่า เราเพิ่ง 26 นั้น เห็นจะไม่ได้การแล้ว
ตอนอยู่บริษัทที่สอง ร้องไห้มาก เครียดมากจนหน้าตุ่ยทั้งวัน
วันหนึ่งเห็นร่องแก้มด้านซ้ายแตกเป็นสาย เหมือนแผนที่ที่แม่น้ำเจ้าพระยาวางทิศกลับหัว มีแม่น้ำปิง-วัง-ยม-น่านลากยาวถึงมุมปาก อะจึ๋ย!!! หน้าตาน่าเกลียดกว่าที่เคยเห็นบนหน้าใครๆ หลังเลิกงานจึงเผ่นไปร้านวัตสันใต้ตึก คว้า Pond's Perfect Result มา 1 หลอด ไม่รู้จะแพ้หรือเปล่า ซื้อมาลองทีละน้อยละกัน ก็ปรากฎว่าใช้ดี แต่ถ้าไม่ทา ก็กลับมาสภาพเดิม
ตอนอยู่บริษัทล่าสุด ช่วงแรกได้พึ่งว่านหางจระเข้หน้าบ้านก่อนนอนทุกวัน แต่พอมันโดนแดดจนแห้งตาย ก็ไม่ได้ทำอะไรกับหน้าอีก รวมทั้งไม่แต่งหน้า เพราะจะยิ่งแลเห็นเบญจมหานทีเด่นชัดถนัดแก่ดวงเนตร
ก็อย่างที่รู้ว่าบริษัทล่าสุด มัน...ขนาดไหน แม่น้ำทั้งห้าสายจึงปรากฏบนหน้าอย่างถาวร แม้ภายหลังจะสืบทราบวิธีน้ำแข็งถูหน้า แต่พอไม่ได้ถู มันก็เห็นชัดเหมือนเดิม
แม่นั้น เห็นฉันว่างๆ ก็ชอบให้ไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อน เวลารอหมอตรวจ เธอจะชวนคุยเรื่องสุขภาพตามประสาคนที่ใส่ใจดูแลตัวเอง ทำให้ฉันประสาทตาม ต้องกินแคลเซียมตุนก่อนอายุ 30 (แต่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราวเลย แล้วมันจะดูดซึมไหมนี่??) ต้องไปตรวจฟัน(เลยเจอถอนซะ 4 ซี่ โชคดีที่ X-ray เจอแค่นี้) ฯลฯ
อยู่บ้านดูทีวี ดารา-นักร้องสมัยเราเด็กๆ เล่นบทพ่อบทแม่แล้ว
พี่สาวเพื่อนจะแต่งงาน (เอ-เค้าอายุมากกว่า 2 ปีเองน้า)
ศาลเห็นว่าหลักฐานในที่เกิดเหตุมีน้ำหนักพอให้เชื่อว่าจำเลยแก่จริง!!!
เลยคิดโครงการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเลข 3
อะไรที่คั่งค้าง ก็เริ่มปฏิบัติการณ์กันเสียที
อย่างแรก คือ ปรับลักษณะปรากฏตั้งแต่กระหม่อมยันหนังเท้า (ขอแอ๊บสาวเท่าที่เวลาจะอำนวย)
แผนการเป็นไปตามที่ขอร้อง sponsor ไปแล้ว แต่ชีๆ ยังไม่ตอบตกลงรับเป็น stylist ให้ สงสัยยังบ่ได้เช็คเมล์
อย่างที่สองคือ จัดงานรวมรุ่นเพื่อนประถมฯให้ได้ เนื่องจากว่าแต่ก่อนนั้น ฉันอยู่บ้านพักราชการ การขอโทรศัพท์สายตรงเป็นเรื่องยากมาก จึงต้องโทรเข้าเบอร์กลางแล้วต่อเอา ซึ่งเบอร์กลางนี้แชร์กัน 7 บ้าน เห็นว่าไม่สะดวกทั้งคนโทร-คนรับเลยไม่ได้ให้เบอร์ใครไป แถมโรงเรียนประถมนั้นอยู่ไกลบ้าน พอย้ายมาเรียนมัธยมใกล้บ้าน จึงไม่มีโอกาสได้เจอเพื่อนๆ
แต่หลังจากที่อยู่บ้าน ได้ทำรายงาน และ goo บ่อย เลยลองหาตามเท่าที่จะจำชื่อ-สกุลจริงกันได้ตามประสาคนอยู่ไม่สุข
ปรากฏว่า เจอว่ะเฮ้ย แต่เป็นข้อมูลการเรียนมหาวิทยาลัยซะมาก
โชคดีที่ยังจำชื่อของต้นได้ ต้นเป็นเด็กที่เรียนเลข-วิทยาศาสตร์-ภาษาอังกฤษเก่งมาก ฉันเห็นเขาออก ITV ตอนเรียนป.ตรี เรียนวารสารฯที่มช. คิดว่าชื่อนี้น่าจะพอตามตัวเจอ
การณ์กลับเป็นว่า ต้น(หรือชื่อในวงการ 'วี') ทำ marketing แต่ไปตั้งกระทู้การบ้านการเมืองไว้ที่เว็บหนึ่งซึ่งสามารถ post ข้อความกลับไปหาผู้ตั้งกระทู้ได้ ซึ่งใน box ที่ใส่ข้อความนี่เอง ที่ปรากฏอีเมล์และเบอร์มือถือ ฮ่ะฮ้า
-----------------------------------------------------
หวัดดีต้น
นะ 6/2 นะ
ต้นสบายดีมั้ย?
เราเคยเห็นต้นออกทีวีสมัยอยู่มหาลัย ยังเจอเพื่อนๆบ้างป่าว? เราออกมาเรียนที่สายน้ำผึ้ง เจอแต่เปิ้ลกับโย๋ 6/3 ซึ่งก็อยู่ห้องเดียวกันตลอด 6ปีในชีวิตมัธยมฯ
ถ้ามีนัดเจอกัน บอกเราด้วยน้า ไม่ได้เจอกันตั้งแต่ 10 กว่าปี คิดถึงทุกคนเลย
Thank u and take care!
--------------------------------------------------
หวาดดี
คำถามแรกเลยใครอะ ส่งรูปให้เราดูได้ไหมเอ่ย....นานจนจำกันไม่ได้
คำถามถัดไปคือเอาอีเมลนี้มาจากไหนเหรอ
วันนี้เพิ่งมีเพื่อนคนนึงชื่อเจี๊ยบโทรหาเราบอกว่าตอนนี้เพื่อนจะนัดรวมพลเลี้ยงรุ่นกันเอง เขาเลยให้เราช่วยรวบรวมเพื่อนที่เรายังติดต่อยู่ ใครรู้จักใครก็ให้รวบรวมชื่อ เบอร์โทร อีเมลกันมาส่วนจะจัดงานอะไรยังไงยังมีมีรูปร่างหนะ เราเหรอสบายดีตอนนี้ทำพวกการตลาดอยู่...แล้วก็เรียนโทไปด้วยหนะ
ส่วนเพื่อนพลับพลาชัยที่เรามีติดต่อก็มี...นอกนั้นก็น่าจะเป็นเพื่อนเทพศิรินทร์ เช่น ...ยังไงคงมีโอกาสได้เจอกันเร็วๆนี้นะ
--------------------------------------------------------------
อะโหล
เราควรจะเรียกนายว่า"ต้น" หรือ"วี"ดีอะ?
ตอนป.6 วิชาวิทยาศาสตร์ของอ.วิไล ต้องลงไปเรียนชั้น 2 มีโต๊ะแล็บนั่งได้ 8 คน แบ่งกลุ่มตามเลขที่
นายนั่งหัวโต๊ะฝั่งหน้าต่าง เรานั่งหัวโต๊ะฝั่งประตู
เราเอาเหล็กดัดฟันออกแล้ว แต่คิดว่าเร็วๆนี้ต้องไปดัดใหม่ ตอนนี้เปลี่ยนมาใส่แว่นแทน เหอะๆ
เราได้อีเมล์จาก... โดยไปเริ่มจาก google
เรื่องของเรื่องคือวีกที่ผ่านมา ไปช่วยเพื่อนทำ proposal ที่ศิริราช แอบนึกเล่นๆว่า เพื่อนเก่งๆสมัยประถมมีใครมาเป็นหมอที่นั่นบ้างมั้ยน้อ? ก็เลย search ชื่อไปหลายคน เจอตามประกาศของมหาวิทยาลัย ว่าใครเรียนอะไร เจอแค่นี้ก็ตื้นตันแล้ว
ดีแล้วที่เรียนโท อย่างนาย เรียนหลายๆใบยิ่งดี ดูแลตัวเองด้วยละกันน้า
เพื่อนที่นายยังติดต่ออยู่ เรารู้จักทุกคน แต่ที่สมัยเรียนสนิทกันก็มีแต่โอ๋กับเอมอร จำกันได้-ไม่ได้ไม่รู้แหละ อยากเจอๆ สมัยน้องเราเรียน... กลับไปบ่อยๆ ก็ไม่เจอเพื่อนๆเลย เจอแต่อาจารย์ เหวอๆเหมือนกัน
ขอบคุณที่ส่งข่าวมาบอก
-----------------------------------------------
หวาดดี
เรียกเราวีก็ได้ จำรายละเอียดเก่งมากเลยเนอะสุดยอด...พอจะจำเธอได้แล้วแหละ คุ้นๆละ..
แปลกมากวันเดียวกันมีคนชื่อเจี๊ยบวิริยาโทรมา พอตกเย็นไปเดินพารากอนก็เจอกอล์ฟดาริษาส่งสัยของจะแรงจริงๆ...ตอนนี้เค้าก็รวบรวมพลกันอยู่หนะ จะได้จัด Meeting กัน เธอรู้จักใครก็แจ้งข่าวต่อๆกันไปนะ เรา Set Google Group ไว้แล้วลองเข้าไปดู ที่ ... มีไรเมลมาล่ะกันนะ
-----------------------------------------------------
(ปล.สีของเนื้อความในอีเมล์เป็นสีของโรงเรียน ใครจะคิดว่าเป็นวัดสุทธิฯ สามเสนฯ หรือสุราษฎร์ธานีก็เชิญฮ่าๆๆ )
จากนั้นก็มาการส่ง group mail ตาม address ที่ต้นมี ให้แต่ละคนรายงานตัวและช่องทางในการติดต่อ
เลี้ยงเมื่อไหร่ จะมาเล่าให้ฟัง
ไม่ลองตามหาเพื่อนเก่าๆกันบ้างเหรอ???
วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551
เพื่อนบ้านแบบนี้???
ปกติทาวน์เฮ้าส์หลังติดกัน (เจ้าของเดียวกับบ้านเดี่ยวแต่เค้าปล่อยเช่า)ก็สร้างเวรสร้างกรรมให้บ้านฉันอยู่แล้ว ด้วยการขายอาหารตามสั่ง(ผัดทั้งวัน) และจุดยากันยุงให้หมาในเวลากลางคืน(แต่กลิ่นเข้าบ้านฉันเต็มๆ) ปัจจุบันเลิกขายแล้ว(เพราะโดนตัดเต้านม ) และหมาก็เลือดออกปากตายไปแล้ว(เข้าใจว่าเป็นเพราะยาจุดกันยุง เพราะก่อนตาย มันไอจนหอบทั้งวันทั้งคืนอยู่หลายเดือน และมีเลือดซึมตรงจมูก) แต่ลูกชายซึ่งอยู่ห้องเล็กหลังบ้านก็ยังคงพ่นควัน(เข้าห้องฉันอีกละ จะเว้นเฉพาะตอนเข้ากะทำงานที่สนามบิน) และจุดยากันยุง(ให้ใครก็ไม่รู้ ไม่เห็นมีสิ่งมีชีวิตใดๆอยู่เสียหน่อย)อย่างมุ่งมั่น
ส่วนบ้านเดี่ยวนั้น ปัญหาส่อเค้าตั้งแต่ตอนสร้างบ้าน
บ้านฉันปลูกก่อน เดิมเหนือลานซักล้างหลังบ้าน(ด้านบ้านเดี่ยว) เป็นหลังคาพลาสติกใส หลังจากขโมยปีนบ้าน แม่ก็ตัดสินใจให้ลุงแถวบ้านซึ่งรับเหมาก่อสร้าง มาช่วยต่อเติมทำพื้นเสมอระเบียงบนบ้าน(ด้านหลัง)แทน จะได้ติดเหล็กดัดไปเลย
ต่อมาเมื่อบ้านเดี่ยวปลูกบ้าน ก็ได้ใช้ผนังบ้านสีเหลืองคัสตาร์ดของฉันเป็นกำแพงด้านนึง และมาเจรจาต่อรองขอทาสีผนังด้านนอกของบ้านฉันเป็นสีเขียวเต็มชั้นหนึ่ง จะได้เข้ากับสีบ้านและกำแพงด้านที่เหลือของเขา เนื่องจากตอนต่อเติมหลังบ้าน เสาเข็มบ้านเราเข้าไปในที่เค้า ทำให้ช่างสร้างบ้านด้วยความลำบาก และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายกับเค้าเพิ่ม (ดันมาบอกตอนที่ปลูกบ้านเสร็จแล้ว ลุงช่างที่ทำบ้านให้ยืนยันว่าไม่จริง แต่เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรในเมื่อเค้าปลูกบ้านเสร็จแล้ว) เค้าสั่งกับลูกเค้าทุกคนให้จำไว้ ว่าบ้านเราบุกรุกที่เค้า(ตรงไหนวะ? ก็มันก็ต่อขึ้นไปจากแนวผนังข้างและกำแพงหลังบ้าน)
สุดท้ายท้ายสุด แม่ฉันขอ เค้าก็ให้เซ็นต์สัญญาอะไรไม่รู้ เรื่องเลยสงบไป และผนังข้างของบ้านฉันก็ยังคงเป็นสีเหลืองคัสตาร์ด
ก่อนออกจากงาน ฉันว่าจะซื้อโต๊ะเล็กไปตั้งบนระเบียงหลังบ้าน เพื่อทำงานป.โทและอาจใช้เป็นที่ทำงานแปลในอนาคต เพราะอากาศเย็น แสงกำลังดี จะได้ประหยัดไฟ แต่แล้ว...
ฉันก็มาพบความจริงว่า บ้านนี้ทำกับข้าววันละสามมื้อ บางมื้อทอดหรือผัดเป็นชั่วโมง ไม่รู้ทำอะไรนักหนา ครัวเค้าติดหลังบ้านฉันซึ่งแน่นอนว่า กลิ่นเข้าห้องฉันเต็มๆ ที่จริงก็พอรับได้นะ เพราะมันเป็นชีวิตประจำวัน เค้าอยู่กันอย่างนั้น แต่...ผ้าบ้านฉันตากอยู่น่ะสิ
ธรรมชาติของคนซักผ้าเอง จะตากผ้าให้โดนแดด เพราะผ้าจะหอม และสะอาดจริงๆ
พอหลบมาซักหลังเค้าทำกับข้าวเย็น ตากตอนกลางคืนไม่นาน ฉันก็รู้สึกเหมือนได้กลิ่นบุหรี่ตลอดเวลา มันมาจากเสื้อที่ฉันใส่ ตลกแล้ว อยู่บ้านทั้งวันเนี่ยะนะ ช่วงนั้นฉันอ่านหนังสืออยู่ข้างล่าง
และไม่นานเมื่อฉันนั่งพื้นข้างล่างจนปวดหลัง ก็ย้ายมานั่งทำงานบนฟูกบนบ้าน และได้รู้ว่า ลูกชายจอมเกเรของบ้านนั้นมานั่งสูบบุหรี่ตรงระเบียงหลังบ้านนั่นเอง กลางวันนั้นไม่ค่อยเป็นเวลา แต่กลางคืนนั้น...สองทุ่มแน่นอน
ส่วนคนพ่อ ชอบสตาร์ทรถ ตลกดี ลานจอดรถอยู่ติดกับห้องรับแขกฉัน จอดรถได้ไม่ถึง 5 นาที ก็เอารถออกอีกแล้ว ชอบติดเครื่องทิ้งไว้อีกต่างหาก กระทรวงพลังงานและกรมควบคุมมลพิษควรมาถ่ายไว้ทำโฆษณารณรงค์ประหยัดพลังงานเป็นที่สุด
เลยกระจ่างใจ ว่าทำไมบ้านนั้นถึงไม่ใช้ระเบียงหลังบ้านแสนกว้างขวางเป็นที่ตากผ้า แต่กลับใช้ราวล้อเลื่อนเล็ก ตากผ้าอย่างแออัดอยู่ตรงหน้าบ้านแทน
บ้านเรานั้น จะว่าไปก็ไม่เอาเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันเลย แม่นั้นทักยังบ้าง แต่ฉันกับน้องจะไม่ไหว้เลย ก็คนมันทำตัวอย่างนั้นน่ะ เค้าก็เลยว่าบ้านฉันนั้นถือตัว (เออ...ปากก็ว่าไป ถ้าใครมีใจเป็นธรรมละก็จะรู้ว่าทำไมทีคนที่ฐานะด้อยกว่าคนพวกนี้ บ้านฉันยังพูดคุยด้วยและไหว้ตลอด)
แม่เลยต้องบอกผ่านหนึ่งในวงข้าวเย็นนั้นซึ่งดีกับบ้านเราที่สุด ขอให้เค้าไปสูบหน้าบ้านแทน เพราะเราจะได้ตากผ้า ดูทีวี หรือเข้านอนได้บ้าง เพราะปกติเราไม่ค่อยมีแขกมาบ้าน เสียพื้นที่ชั้นล่างยังพอไหว
แต่คนพ่อก็ยังมาสูบบุหรี่ในครัวโล่งติดหลังบ้านเรา ลูกชายก็เหมือนเดิม ตลกไหม? บ้านตั้งกว้าง ผู้ชายบ้านนี้สูบบุหรี่ตรงลานทำครัว
คนรักสุขภาพ เจออย่างนี้เข้าทุกวัน จะรู้สึกยังไง? เดี๋ยวนี้ค่ารถตั้งเท่าไหร่ จะให้หนีไปมหา'ลัยทุกวันๆไม่ไหวหรอก
หมอดูแม่นๆ ทายไว้หลังออกจากงานว่าปีนี้ฉันจะหายจากภูมิแพ้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่อยู่บ้าน ฉันกินคลอเฟนิรามีนมากที่สุดในรอบ 3 ปี เลยไม่อยากจะแนะนำใครไปดูดวงกับแกเลยจริงๆ
ตอนนี้ต้องปิดประตู-หน้าต่างหมดทุกด้าน เวลาที่แม่ตื่นมาไอ หรือหายใจไม่ออก-เวียนหัว ฉันนี้แค้นจนน้ำตาไหลเลย นี่จะเอากันให้ตายเลยใช่ไหม?
เคยติดต่อ NGO ที่ทำเรื่องบุหรี่นี้ เพราะรู้มาว่ากฎหมายครอบคลุมแต่พื้นที่สาธารณะ แต่เรื่องก็เงียบหายไป เลยเข้าใจว่า ที่พยายามโปรโมทองค์กร คงเป็นเพียงเพื่อใช้ประกอบการระดมทุน ไม่ได้ตั้งใจทำงานเพื่อสังคมจริง อย่างที่อาจารย์ท่านหนึ่งเคยเล่าเรื่อง NGO อื่นให้ฟัง ถ้าอ่านเจอ อยากฟ้องก็ฟ้องนะ สื่อจะได้สนใจความทุกข์ร้อนซึ่งฉันมั่นใจว่าไม่ได้มีแต่บ้านฉันบ้านเดียว
รู้จากอย.ว่า เครื่องฟอกอากาศก็ช่วยกรองมลพิษจากบุหรี่ไม่ได้
สองบ้านนี้ติดรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงเหมือนฉัน นึกจะเขียนไปให้คุณกาละแมร์พูดในรายการเหมือนกัน เพราะรายการนี้เค้าก็เล่นเรื่องบุหรี่อยู่เป็นระยะๆ
ปกติฉันไม่กล่าวล่วงถึงบุพการีใคร แต่ว่า เพื่อนฉันคนนึงเคยบอกว่า แม่เป็นมะเร็งตายเพราะพ่อสูบบุหรี่ ฉันเชื่อแล้วล่ะ
ถ้าใครได้อ่านบทความนี้และรู้จักคนที่สูบบุหรี่ ช่วยส่งบทความของฉันไปให้อ่านด้วยเถอะค่ะ เค้าจะได้รู้ว่าคนอื่นมีชีวิตลำบากแค่ไหนจากการกระทำของคุณ แถมยังเสี่ยงกับโรคต่างๆมากกว่าคุณตั้งสามเท่า ถึงแม้คุณจะไม่ได้พ่นควันใส่หน้าเค้าก็เถอะ ถ้าอยากโก๋เก๋ ช่วยสังคมดีกว่าค่ะ ตั้งกลุ่มสร้างสาธารณประโยชน์ดีกว่า ผู้คนจะชื่นชมยินดีคุณและครอบครัวด้วยซ้ำ
ใครที่คิดจะปลูกบ้านใหม่ ขอแนะนำให้ซื้อพื้นที่กว้างๆหน่อยนะคะ ลองศึกษาคนที่จะเป็นเพื่อนบ้านเราก่อนตัดสินใจซื้อ ถ้างบยังไม่พอและยังไม่จำเป็นเร่งด่วน ก็อย่าเพิ่งซื้อ ปลูกบ้านทั้งที ให้พ่อแม่และลูกเล็กๆที่จะเกิดมาได้หายใจสะดวกเถอะค่ะ
วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551
นี่อาจจะเป็นบล็อกสุดท้าย
เคยตั้งคำถามกับตัวเองกันบ้างไหมว่า ในบางเรื่องนั้น รู้แล้วได้อะไร-ไม่รู้แล้วได้อะไร
ตอนนี้นึกอยากจะถามกับคนอื่นบ้างแล้ว โดยเฉพาะองค์การเพื่อการวิจัยทางนิวเคลียร์ยุโรป( European Organization for Nuclear Research ;CERN)ที่วันนี้จะมีการปล่อยอนุภาคโปรตอนชนกันตามเวลาดังกล่าว เพื่อศึกษาทฤษฎี Big bang ซึ่งเชื่อว่าเป็นวิธีที่สร้างบ้านสีฟ้าหลังคาสีขาว(หรือเทาหว่า?)ของเราขึ้นมา และหวังจะเชื่อมโยงผลที่ได้จากการทดลองไปสู่การค้นหาว่ามีชีวิตอื่นเป็นเพื่อนบ้านหรือไม่(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://campus.sanook.com/u_life/knowledge_04665.php
ไม่ว่าการทดลองนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่หากเกิดผลพวงเป็นหายนะภัยอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ด้วยกันเองยังพรั่นพรึง คณะนักวิจัยจะคิดเห็นอย่างไร? อย่างมากก็แค่ตายละหรือ? อย่างน้อยก็ได้รู้(ล่ะวะ)ว่าความจริงเป็นเช่นไร(หรือที่จริง 'กูทำได้' ไหนๆเกิดมาก็ต้องตาย ขอตายอย่างคนที่กล้าท้าทายธรรมชาติให้ภาคภูมิใจเสียหน่อยโว้ย!!!)
ที่จริง สิ่งที่มนุษย์ทำอยู่ ก็อาจช่วยไม่ให้ใครต้องตายอย่างอนาถเมื่อดวงอาทิตย์ดับหรือมนุษย์ต่างดาวบุกก็เป็นได้นะ เพราะชิงตายกันไปหมดเสียก่อน น่าสงสารคนที่เกิดมาในยุคสิ้นโลก(อย่างเราๆ)เสียจริง
หวังใจว่าวันหนึ่ง บล็อกนี้จะมีคนอ่าน แล้วบอกว่า คนเขียนเป็นคนขลาดเขลาอย่างที่สุด ถ้าคณะนักวิจัยยุติการทดลองด้วยคำคัดค้านอย่างของคนเขียนนี้ ป่านนี้เราคงไม่มีบ้านอยู่แล้ว เพราะไม่อาจดำรงชีวิตบน the blue planet อันแสนสกปรกได้
ปล.แต่ถึงโลกรอด แต่นี่ก็อาจเป็นบล็อกสุดท้ายจริงๆ เพราะไม่เห็นมีใครเขียนคอมเม้นท์บล็อกให้เลย ("อ่านแล้วนะยะ" "เขียนไรของเมิง?" ก็ยังดีนะ)
เพื่อนกินหายาก เพื่อนตายหาง่าย(ทำไมเป็นอย่างนั้น??!!)
วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551
เรื่องกระดูกของคนตูดแหลม
ได้ข่าวว่าพี่ที่ออฟฟิศป่วยโรคกระดูกกันหลายคน เลยอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวสักนิดนึง
ฉันเป็นโรคปวดหลังตั้งแต่ป. 4 ปกติเป็นคนเดินตัวงอ-ห่อไหล่ วันนึงโดนครูใช้ไม้บรรทัดพลาสติกหนาประมาณครึ่งเซ็นต์ฟาดเข้าที่ก้น (ก็ไม่รู้เกี่ยวกันยังไง สงสัยแรงสวิงครูดีเหมือนนักกอล์ฟ เลยสะท้านไปตลอดแนวกระดูกสันหลัง)
วันรุ่งขึ้นจึงต้องไปร.พ.จุฬาฯ หมอที่แผนกกุมารเวชให้เคาน์เตอร์เพนมาทา แต่ก็ยังปวดเรื่อยๆ (เพราะฉะนั้นอย่าตีเด็กเลยนะคะ แก้ปัญหาให้ตรงจุดหน่อย)
เห็นผู้ใหญ่ชอบให้เหยียบหลัง เลยเอาบ้าง ให้น้องสาวน้องชายเหยียบ แต่โคตรโง่ เหยียบลงแนวกระดูกสันหลังแทนที่จะเป็นกล้ามเนื้อข้างๆ เวลามันดังกร๊อบ จะรู้สึก(ไปเอง)ว่าสบายตัวขึ้น
พอปิดเทอมก่อนขึ้นม.4 ตัดรังไข่ไปข้างนึง หมอไม่ได้กินฮอร์โมนทดแทน เพราะยังเด็กอยู่(สมัยนั้นฮอร์โมนทดแทนมีผลข้างเคียงกว่าสมัยนี้มาก)
แต่พอปลายเทอมนี่สิ มันปวดเข่าทั้งสองข้าง เวลานั่งพับเพียบฟังครูพูดหน้าเสาธงงี้ น้ำตาเล็ดเลย
โต๊ะเรียนหรือโต๊ะเขียนหนังสือที่บ้าน มีที่พักเท้า ก็เอาเท้าวางพาดบนนั้นไม่ได้ งอเข่าเมื่อไหร่ปวดเมื่อนั้น ต้องเหยียดขาไปข้างหน้าและวางเท้าลงกับพื้น
ปิดเทอมอีกรอบ ย่าพาไปหาหมอที่รู้จักกัน หมอบอกว่าเป็นข้ออักเสบรูมาติก เป็นครั้งแรกที่รู้ว่าโวลทาเรนมีแบบเม็ดให้กินด้วยแฮะ
หมอสอนให้บริหารด้วยการนั่งบนโต๊ะที่สูงจนเท้าลอยจากพื้น จากนั้นยกขาขึ้นให้ขนานพื้น ทำค้างไว้นับ 1-5 วางขาลง แล้วทำซ้ำให้ได้วันละ 10 เซ็ต หัวใจสำคัญคือการสร้างกล้ามเนื้อหน้าขาให้แข็งแรง
ป้าพยาบาลที่นวดเก่งๆ มาคลายเส้นให้ บอกว่าฉันเป็นคนเครียดและวิตกกังวล เพราะหลังตึงมาก(เพิ่งรู้ เพราะตอนนั้นเนื้อหาชีวะที่เรียนยังไปไม่ถึง)
สมัยเรียนมัธยมฯ ฉันชอบเล่นบาส น่าจะเป็นช่วงเดียวในชีวิตที่ได้สะสมแคลเซียมกระดูกโดยสมบูรณ์ เพราะได้อาหาร(นมกับผัก) วิตามินดี(ตากแดดเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติกับลงมาเล่นบาสยามบ่ายในคาบว่าง) กับการเล่นกีฬาที่มีการกระแทก(ก็เตี้ยนี่คะ จะชูต-ตัดบอล-รีบาวนด์ ก็ต้องกระโดดกันตลอดหล่ะ)
พอเข้ามหา’ลัย แป้นบาสมีก็เหมือนไม่มี เพราะมันที่เป็นที่ผู้ชายหล่อๆจะได้อวดกล้ามแขน ส่วนโรงยิมนั้น จะมีคนตีแบดทุกที่ที่สามารถ ลมที่รังสิตโกรกมาก ตีกลางแจ้งก็ไม่ไหว ลูกมันผิดทิศผิดทาง ฉะนั้น ฉันจึงเลือกที่จะว่ายน้ำแทน ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องรอสระว่าง(เพราะฉันลงน้ำตั้งแต่ 6-10 โมงเช้า ตอนนั้นใครจะตื่นกันหล่ะ?) ตอนไหนว่ายจนเหนื่อยก็เดินในน้ำเอา (ขอบอกการต้านน้ำ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อดีมาก ใครอยากได้กล้ามแขนละก็ ว่ายกบช้าๆ ค่อยๆใช้แขนแหวกน้ำ วาดวงแขนออกไป แขนไม่โตเป็นก้อนด้วยน้า)
ฉันเป็นคนโชคดี พอน้ำหนักแตะ 47 ก.ก. เมื่อไหร่ ปวดหน่วงๆที่เข่าทันที ทำให้ไม่ต้องทรมานเหมือนคนที่อ้วนแล้วเข่าเสื่อม (แต่ดันไปเสื่อมเพราะยกของหนักแทน อาทิยืมหนังสือจากห้องสมุดจนครบโควต้าทั้งของตัวเองและหมาจูน หอบขึ้นรถเมล์จากสนามหลวงถึงดอนเมืองซึ่งได้นั่ง แต่วางหนังสือบนตัก แล้วเดินเข้าบ้าน 400 ม. เพราะไม่มีมือว่างให้โหนรถสองแถว)
งานออฟฟิศงานสุดท้าย หักโหมตัวเองมาก หอบโน้ตบุ๊คไปเรียนด้วย ทำเอาข้อมือชำรุด ได้พี่ชัยนี่แหละที่นัดหมอให้ มีเจ๊นิคกับแซ็กไปตรวจเป็นเพื่อน พบเข่าเสื่อมแถม ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะนอกจากเหตุที่เล่าไปแล้ว บ่อยครั้งที่ฉันลางานมาปั่นรายงานป.โทให้ทันกำหนดส่ง ฉันก็มักนั่งทำกับพื้น 4 วันติด ได้เหยียดขาเฉพาะตอนที่ลุกไปไหนต่อไหนกับตอนนอนเท่านั้นเอง(สังเกตไหมว่า เมื่อไหร่ที่นอนน้อยและเครียด จะรู้สึกปวดเข่าง่าย? ก็กรดยูริกมันเยอะเกินไปน่ะสิ)
พอลาออกจากงาน นั่งทำงานกับโต๊ะญี่ปุ่น สงสัยเบาะบางไป เจ็บตั้งแต่บั้นเอวถึงก้นกบ
วันหนึ่งไปซื้อหนังสือกับน้อง เจอหนังสือเล่มนึง ชื่อ ‘ฉันผ่าตัด...ตัวเอง’ ของคุณเล็ก ที่เคยเป็นพิธีกรบ้านเลขที่ 5 น่ะ อาการเค้าแย่กว่าเราอีกหนา เลยลองดูซักตั้ง ได้ผลว่ะเฮ้ย! ขอแนะนำให้มีกันไว้บ้านละเล่มเลยทีเดียว
โม้มานาน อยากจะบอกว่า เราเชื่อนะว่า หลายคนรู้ว่าจะต้องทำยังไง แต่ก็ดันไปยึดติดกับอะไรที่ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะกับสังขารตัวเอง บางคนยก server หนักมาก ยุให้ซื้อ back supporter มาใช้ก็อาย กลัวแปลกแยกจากชาวบ้าน (แล้วจะรอเจ้านายที่แสนตระหนี่อนุมัติสั่งซื้อ แถมได้มาก็เวียนกันใช้อีกเหรอค้า?) บางคนไม่ชอบออกกำลังกาย ไม่อยากอวดสรีระ(ไม่อยากย้อนเลยว่า ใครอยากดูเหรอ?) สมัยนี้ มีชุดออกกำลังกายหลายแบบ กางเกงว่ายน้ำแบบขายาวก็มี แฟนเพื่อนใส่ เราไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย เราเองยังใส่เสื้อว่ายน้ำที่คล้ายทีเชิ้ตทับชุดว่ายน้ำคู่กับกางเกงว่ายน้ำผู้ชายที่ยาวถึงเข่า แห้งแล้วใส่อย่างนั้นขึ้นรถเมล์กลับบ้านก็ยังได้ หรือบางคนก็ออกกำลังกายหนักทั้งที่เจ็บอยู่ เพียงเพราะเสียดายค่าสมาชิกที่จ่ายให้ฟิตเนสเซ็นเตอร์!!!
อย่าคิดว่ามีเงินและวิทยาการทางการแพทย์ก็ไม่ต้องดูแลตัวเอง ต่อให้ผ่าตัดแล้วหาย แต่ก่อนผ่าตัดล่ะ คุณเจ็บคุณปวดมั้ย? ต่อให้คุณนั่งรถ มันก็ปวดอยู่ข้างในใช่ไหมหล่ะ? ค่าผ่าตัดน่ะ เอาไว้กินเที่ยวตอนเกษียณดีกว่ามั้ย?
แต่ละคนเรียนกันมาตั้งเยอะ ยืน-นั่ง-เดินตัวตรง สอนกันมาแต่ประถมฯ กินผักกินนมแล้วอย่าลืมโดนแดดบ้าง ออกกำลังกายด้วยแต่อย่าให้กระแทกไปนัก เครื่องอำนวยความสะดวกมีก็ตะบันใช้ซะ เวลาจะรีบไปดูละคร นั่งบีทีเอสต่อรถตู้ก็ยังได้ แต่พอปวดเข่า ดันเสียดายตังค์ ยอมขึ้นรถเมล์
ได้ข่าวพี่ๆอีกที หวังว่าคงจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจนอาการดีขึ้นนะ
วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
เพื่อนอิ๋วชวนไปดูงานแสดงภาพถ่าย The Earth From Above ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่คบชาวฝรั่งเศส อิ๋วก็เปลี่ยนไป สิ่งใดที่เป็นฝรั่งเศส เธอจะสนใจ เห็นแล้วเจริญใจเธอไปหมด ที่จริงฉันเคยได้ยินงานที่ว่านี้จากโทรทัศน์ แต่กลับจำรายละเอียดไม่ได้ รู้แค่ว่าจัดที่เซ็นทรัลเวิลด์ โธ่! ฉันไปหลายครั้งก็จริงหลังเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์เปลี่ยนโฉม แต่หลงทุกครั้ง ไม่นับที่ไปหาเจ๊เหมียวที่ The Office ปิดเบอร์มือถือให้บริษัทที่ Telewiz กับแยกกับอาเฮียที่จะไป TK Park อย่างละครั้งแล้ว นอกนั้นฉันไปเข้าห้องน้ำด้วยเหตุฉุกเฉินทุกทีสิน่า ซื่อบื้อขนาดที่ว่างานจัดแสดงท้าควันรถควันธูปอยู่ตรงลานหน้า Zen ก็ยังอุตส่าห์ไม่รู้จัก ฆ่าเวลารออิ๋วที่แวะซื้อของให้แม่ฉันด้วยการคุยโทรศัพท์กับเพื่อน กว่าจะได้ดูก็เที่ยงพอดี งานน่าสนใจกว่าที่คิด นอกจากภาพถ่ายแล้ว ยังมีคำบรรยายที่เกี่ยวของกับภาพ ไม่ใช่วิธีการถ่ายแต่เป็นเรื่องราว อย่างเช่น ภาพฟาร์มสาหร่ายของเกาหลีใต้ ก็จะบรรยายว่าสาหร่ายเป็นที่นิยมในการรับประทานของชนชาติใดบ้าง ปลูกกันอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร UN ถึงกับส่งเสริมให้รับประทานเพราะการเพาะเลี้ยงไม่ก่อปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมอย่างนากุ้ง...ประมาณนี้ แถมป้ายโลหะข้างๆภาพ จะมีข้อความซึ่งเป็นข้อเท็จจริงของโลกเราและเกี่ยวข้องกับประเด็นในภาพทางใดทางหนึ่งแสดงไว้ คำบรรยายทั้งสองอย่างมีคำบรรยายภาษาอังกฤษกำกับ ทำให้รู้ว่าแปลผิดอยู่หลายที่ คือ พออ่านภาษาไทยแล้วรู้สึกทะแม่ง ก็จะเหลือบไปดูภาษาอังกฤษ อ่านให้ได้ความที่ถูกต้องอีกที เห็นเด็กม.ปลายมานั่งยองๆจด ไม่เอาดีกว่า ทำอย่างนั้นไม่รู้จะเสร็จกี่โมง ถ่ายรูปเอาง่ายกว่าเยอะ ภาพที่ฉันชอบ มันจะเป็นภาพที่สีสดใส อย่างภาพสนามหญ้า สีเขียวของหญ้ากับสีทรายของทางเดิน มีสีอยู่แค่นี้ แต่เขียวน่ะเขียวสด ฉันก็จะชอบ กับภาพที่ให้ความรู้สึกเย็น อย่างทะเล ก้อนน้ำแข็งกลางทะเล ก็จะชอบเหมือนกัน ยิ่งไปดูตอนร้อนๆนะ... สองเกลอคิดตรงกันว่า ร้อนจนทนไม่ไหว จะโดดขึ้นไปตรงน้ำพุกลางงานแล้ว ฉันนี้ถึงขนาดอยากนอนแผ่บนพื้นกระเบื้อง กวาดขากวาดแขนออกไปข้างๆเป็นนกเพนกวินเลย วันนั้นลืมเอากล้องไป มีแต่กล้องคุณอิ๋ว ถ่ายกันเท้าพองเลยทีเดียว เพราะคุณอิ๋วอยากถ่ายรูปแผนที่โลก ซึ่งต้องถอดรองเท้าขึ้นไปยืนบนนั้น อิ๋วทุกข์กว่า เพราะต้องขึ้นไปเดินหาประเทศที่ตัวเองอยากถ่ายก่อน หาเจอแล้ว ฉันค่อยถอดรองเท้าปีนตามขึ้นไป ถ่ายเสร็จเข้าไปตาก-ลมใน Zen พอเหงื่อแห้งก็มาถ่ายแก้ให้อิ๋วในรูปที่ถ่ายได้ไม่ดี
21 ก.ค. 51
วันนี้แม่ให้พาน้องไปหาหมอที่ร.พ.กลาง พอน้องหาหมอและไปติวข้อสอบกับเพื่อนที่โรงเรียนแล้ว ก็นั่งรถมาที่เซ็นทรัลเวิลด์กัน น้องกลับบ้านไปก่อน ส่วนฉันกลับไปที่งานแสดงฯอีกที คราวนี้ไม่ลืมเอากล้องมาด้วย คำบรรยายภาพมันยาวกว่าที่คิด ในหนึ่งภาษาก็ต้องแบ่งถ่าย 3 ภาพแล้ว ไม่เอาดีกว่า เดินถ่ายป้ายข้างภาพก็หอบแล้ว จะบอกว่าไม่กล้าถ่ายภาพใกล้ กลัวฝรั่งที่มาดูจะคิดว่าฉันละเมิดลิขสิทธิ์ ก็เลยถ่ายภาพที่ชอบ จากมุม(ที่คิดเองว่า)สวยๆแทน เพื่อนๆว่าอย่างไร ช่วยแสดงความเห็นมาด้วยนะ ป้ายที่งานบอกว่าจะแสดงถึงเดือนก.ย. แต่คุณอิ๋วบอกว่าอาจจะขยับไปถึง 5 ธ.ค. ยังไงหาเวลาแดดร่มลมโกรกไปเดินดูนะ เจริญตาแล้วยังเจริญสมองด้วย แต่ถ้ายังไม่มีเวลา ดูรูปจากนี่ไปก่อนนะจ๊ะhttp://www.yannarthusbertrand.org/index_new.htm
วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551
รับรู้-คิด-ทำ
เท่าที่มีชีวิตอยู่มาในชาตินี้ ฉันว่าช่วงที่ไม่มีงานทำ(แต่มีเงินใช้)น่ะดีสุด
หลังจากที่แม่กับน้องต้องคอยฉันกลับบ้านยามดึกมาหลายปี ในที่สุดฉันนั่นแหละที่ต้องซื้ออาหารมื้อเย็นรอเค้า คอยโทรตามเมื่อกลับผิดเวลา
จากที่แม่ซักผ้าให้(อายจริงๆ) ก็เหมางานซักรีดมาไว้กับตัว ไม่นับงานบ้านอื่นๆและธุระของคนในบ้านที่ต้องไปแทนให้
จากที่ทำงานไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ก็มีเวลาเปิดหูเปิดตา ดูข่าว ดูรายการโทรทัศน์ อ่านหนังสือ แต่เตร็ดเตร่น้อยลง
ช่วงนี้นี่แหละที่ฉันมีเวลาคิดอะไรได้มากขึ้น
การออกจากงานครั้งล่าสุดประกอบขึ้นจากหลายเหตุผล แต่สิ่งที่ฉันรู้แน่คือ ฉันจะออกมาดูทีวี
ช่วงที่ลาป่วยบ้าง ลาพักร้อนมาทำรายงานที่เรียนต่อบ้าง ฉันได้รู้จักรายการโทรทัศน์ดีๆหลายรายการ
สิ่งนี้ทำให้ฉันได้รับรู้ความมีน้ำใจ-ความร่วมมือร่วมใจของคนในสังคม โลกของฉันจึงดูเป็น'จริง' สดใสและมีพลังขึ้นมากมาย
แม้ว่ามีการเสนอข่าวบ่อยครั้งซ้ำกันในช่วงข่าวแต่ละช่วงแต่ละวัน แต่ฉันว่ามันก็เอื้อต่อคนหลายกลุ่มที่มีเวลาสำหรับการติดตามความเป็นไปของโลกอย่างจำกัด
รายการระหว่างวันมากมายที่ฉันว่าเนื้อหาสุดยอดไม่แพ้รายการช่วง 4 ทุ่มเลย เพียงแต่รูปแบบการนำเสนอเป็นทางการกว่า
ดูแล้วรู้สึกว่า เออ...ถ้าเราเอาไปทำดูหรือมีส่วนร่วมนะ สังคมก็จะดีขึ้นตั้งหนึ่งเรื่อง...ดีกว่าเราไม่ทำอะไรเลย
อย่างตอนนี้กรมอนามัยมีจัดองค์กรไร้พุง จริงๆก็ทำมาพักนึงแล้ว รวมกลุ่มคนพุงโตในองค์กร หญิง 80 ซม. ชาย 90 ซม.ขึ้นไปมาลดความอ้วนอย่างถูกวิธี
จากรายการภัยรายวันของโมเดิร์นนายน์ ฉันได้รู้มากขึ้นว่า เค้าเคยทำกับพนง.อสมท.เมื่อปีที่แล้ว เอาคนทั้งหมดมาแบ่งกลุ่ม คิดและทำกิจกรรมลดความอ้วนด้วยกัน แล้วมีการแข่งขันระหว่างกลุ่ม พูดง่ายๆคือใช้ Peer Pressure นั่นเอง... แต่โทรติดต่อ 0-2590-4000 ได้ภายใน 30 มิ.ย.นี้นะ แจ้งกระชั้นไปหน่อยนะ-โทษที
ส่วนรายการ 30 young แจ๋วของช่อง3 รับบริจาคกล่องเครื่องดื่มไม่จำกัดขนาดเพื่อไป recycle แล้วผลิตเป็นอุปกรณ์การศึกษาให้เด็กๆโรงเรียนตระเวนชายแดน ดื่มแล้วล้างกล่องให้สะอาด ตากให้แห้งรวบรวมส่งภายใน 30 พ.ย.
20 กล่องกลายเป็นสมุด 2,000 กล่องกลายเป็นโต๊ะเรียน
อยากรู้มากกว่านี้ ลองดูลิ้งค์นี่จ้ะ
http://www.thaitv3.com/image_index_update/30save_earth.pdf
หลายคนกล่าวไว้ในหลายวาระว่า รู้ก่อน-ได้เปรียบกว่า ฉันว่า รู้ก่อน-ทำ(ดี)ได้มากกว่า
iamnoc