วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551
เรื่องกระดูกของคนตูดแหลม
ได้ข่าวว่าพี่ที่ออฟฟิศป่วยโรคกระดูกกันหลายคน เลยอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวสักนิดนึง
ฉันเป็นโรคปวดหลังตั้งแต่ป. 4 ปกติเป็นคนเดินตัวงอ-ห่อไหล่ วันนึงโดนครูใช้ไม้บรรทัดพลาสติกหนาประมาณครึ่งเซ็นต์ฟาดเข้าที่ก้น (ก็ไม่รู้เกี่ยวกันยังไง สงสัยแรงสวิงครูดีเหมือนนักกอล์ฟ เลยสะท้านไปตลอดแนวกระดูกสันหลัง)
วันรุ่งขึ้นจึงต้องไปร.พ.จุฬาฯ หมอที่แผนกกุมารเวชให้เคาน์เตอร์เพนมาทา แต่ก็ยังปวดเรื่อยๆ (เพราะฉะนั้นอย่าตีเด็กเลยนะคะ แก้ปัญหาให้ตรงจุดหน่อย)
เห็นผู้ใหญ่ชอบให้เหยียบหลัง เลยเอาบ้าง ให้น้องสาวน้องชายเหยียบ แต่โคตรโง่ เหยียบลงแนวกระดูกสันหลังแทนที่จะเป็นกล้ามเนื้อข้างๆ เวลามันดังกร๊อบ จะรู้สึก(ไปเอง)ว่าสบายตัวขึ้น
พอปิดเทอมก่อนขึ้นม.4 ตัดรังไข่ไปข้างนึง หมอไม่ได้กินฮอร์โมนทดแทน เพราะยังเด็กอยู่(สมัยนั้นฮอร์โมนทดแทนมีผลข้างเคียงกว่าสมัยนี้มาก)
แต่พอปลายเทอมนี่สิ มันปวดเข่าทั้งสองข้าง เวลานั่งพับเพียบฟังครูพูดหน้าเสาธงงี้ น้ำตาเล็ดเลย
โต๊ะเรียนหรือโต๊ะเขียนหนังสือที่บ้าน มีที่พักเท้า ก็เอาเท้าวางพาดบนนั้นไม่ได้ งอเข่าเมื่อไหร่ปวดเมื่อนั้น ต้องเหยียดขาไปข้างหน้าและวางเท้าลงกับพื้น
ปิดเทอมอีกรอบ ย่าพาไปหาหมอที่รู้จักกัน หมอบอกว่าเป็นข้ออักเสบรูมาติก เป็นครั้งแรกที่รู้ว่าโวลทาเรนมีแบบเม็ดให้กินด้วยแฮะ
หมอสอนให้บริหารด้วยการนั่งบนโต๊ะที่สูงจนเท้าลอยจากพื้น จากนั้นยกขาขึ้นให้ขนานพื้น ทำค้างไว้นับ 1-5 วางขาลง แล้วทำซ้ำให้ได้วันละ 10 เซ็ต หัวใจสำคัญคือการสร้างกล้ามเนื้อหน้าขาให้แข็งแรง
ป้าพยาบาลที่นวดเก่งๆ มาคลายเส้นให้ บอกว่าฉันเป็นคนเครียดและวิตกกังวล เพราะหลังตึงมาก(เพิ่งรู้ เพราะตอนนั้นเนื้อหาชีวะที่เรียนยังไปไม่ถึง)
สมัยเรียนมัธยมฯ ฉันชอบเล่นบาส น่าจะเป็นช่วงเดียวในชีวิตที่ได้สะสมแคลเซียมกระดูกโดยสมบูรณ์ เพราะได้อาหาร(นมกับผัก) วิตามินดี(ตากแดดเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติกับลงมาเล่นบาสยามบ่ายในคาบว่าง) กับการเล่นกีฬาที่มีการกระแทก(ก็เตี้ยนี่คะ จะชูต-ตัดบอล-รีบาวนด์ ก็ต้องกระโดดกันตลอดหล่ะ)
พอเข้ามหา’ลัย แป้นบาสมีก็เหมือนไม่มี เพราะมันที่เป็นที่ผู้ชายหล่อๆจะได้อวดกล้ามแขน ส่วนโรงยิมนั้น จะมีคนตีแบดทุกที่ที่สามารถ ลมที่รังสิตโกรกมาก ตีกลางแจ้งก็ไม่ไหว ลูกมันผิดทิศผิดทาง ฉะนั้น ฉันจึงเลือกที่จะว่ายน้ำแทน ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องรอสระว่าง(เพราะฉันลงน้ำตั้งแต่ 6-10 โมงเช้า ตอนนั้นใครจะตื่นกันหล่ะ?) ตอนไหนว่ายจนเหนื่อยก็เดินในน้ำเอา (ขอบอกการต้านน้ำ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อดีมาก ใครอยากได้กล้ามแขนละก็ ว่ายกบช้าๆ ค่อยๆใช้แขนแหวกน้ำ วาดวงแขนออกไป แขนไม่โตเป็นก้อนด้วยน้า)
ฉันเป็นคนโชคดี พอน้ำหนักแตะ 47 ก.ก. เมื่อไหร่ ปวดหน่วงๆที่เข่าทันที ทำให้ไม่ต้องทรมานเหมือนคนที่อ้วนแล้วเข่าเสื่อม (แต่ดันไปเสื่อมเพราะยกของหนักแทน อาทิยืมหนังสือจากห้องสมุดจนครบโควต้าทั้งของตัวเองและหมาจูน หอบขึ้นรถเมล์จากสนามหลวงถึงดอนเมืองซึ่งได้นั่ง แต่วางหนังสือบนตัก แล้วเดินเข้าบ้าน 400 ม. เพราะไม่มีมือว่างให้โหนรถสองแถว)
งานออฟฟิศงานสุดท้าย หักโหมตัวเองมาก หอบโน้ตบุ๊คไปเรียนด้วย ทำเอาข้อมือชำรุด ได้พี่ชัยนี่แหละที่นัดหมอให้ มีเจ๊นิคกับแซ็กไปตรวจเป็นเพื่อน พบเข่าเสื่อมแถม ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะนอกจากเหตุที่เล่าไปแล้ว บ่อยครั้งที่ฉันลางานมาปั่นรายงานป.โทให้ทันกำหนดส่ง ฉันก็มักนั่งทำกับพื้น 4 วันติด ได้เหยียดขาเฉพาะตอนที่ลุกไปไหนต่อไหนกับตอนนอนเท่านั้นเอง(สังเกตไหมว่า เมื่อไหร่ที่นอนน้อยและเครียด จะรู้สึกปวดเข่าง่าย? ก็กรดยูริกมันเยอะเกินไปน่ะสิ)
พอลาออกจากงาน นั่งทำงานกับโต๊ะญี่ปุ่น สงสัยเบาะบางไป เจ็บตั้งแต่บั้นเอวถึงก้นกบ
วันหนึ่งไปซื้อหนังสือกับน้อง เจอหนังสือเล่มนึง ชื่อ ‘ฉันผ่าตัด...ตัวเอง’ ของคุณเล็ก ที่เคยเป็นพิธีกรบ้านเลขที่ 5 น่ะ อาการเค้าแย่กว่าเราอีกหนา เลยลองดูซักตั้ง ได้ผลว่ะเฮ้ย! ขอแนะนำให้มีกันไว้บ้านละเล่มเลยทีเดียว
โม้มานาน อยากจะบอกว่า เราเชื่อนะว่า หลายคนรู้ว่าจะต้องทำยังไง แต่ก็ดันไปยึดติดกับอะไรที่ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะกับสังขารตัวเอง บางคนยก server หนักมาก ยุให้ซื้อ back supporter มาใช้ก็อาย กลัวแปลกแยกจากชาวบ้าน (แล้วจะรอเจ้านายที่แสนตระหนี่อนุมัติสั่งซื้อ แถมได้มาก็เวียนกันใช้อีกเหรอค้า?) บางคนไม่ชอบออกกำลังกาย ไม่อยากอวดสรีระ(ไม่อยากย้อนเลยว่า ใครอยากดูเหรอ?) สมัยนี้ มีชุดออกกำลังกายหลายแบบ กางเกงว่ายน้ำแบบขายาวก็มี แฟนเพื่อนใส่ เราไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย เราเองยังใส่เสื้อว่ายน้ำที่คล้ายทีเชิ้ตทับชุดว่ายน้ำคู่กับกางเกงว่ายน้ำผู้ชายที่ยาวถึงเข่า แห้งแล้วใส่อย่างนั้นขึ้นรถเมล์กลับบ้านก็ยังได้ หรือบางคนก็ออกกำลังกายหนักทั้งที่เจ็บอยู่ เพียงเพราะเสียดายค่าสมาชิกที่จ่ายให้ฟิตเนสเซ็นเตอร์!!!
อย่าคิดว่ามีเงินและวิทยาการทางการแพทย์ก็ไม่ต้องดูแลตัวเอง ต่อให้ผ่าตัดแล้วหาย แต่ก่อนผ่าตัดล่ะ คุณเจ็บคุณปวดมั้ย? ต่อให้คุณนั่งรถ มันก็ปวดอยู่ข้างในใช่ไหมหล่ะ? ค่าผ่าตัดน่ะ เอาไว้กินเที่ยวตอนเกษียณดีกว่ามั้ย?
แต่ละคนเรียนกันมาตั้งเยอะ ยืน-นั่ง-เดินตัวตรง สอนกันมาแต่ประถมฯ กินผักกินนมแล้วอย่าลืมโดนแดดบ้าง ออกกำลังกายด้วยแต่อย่าให้กระแทกไปนัก เครื่องอำนวยความสะดวกมีก็ตะบันใช้ซะ เวลาจะรีบไปดูละคร นั่งบีทีเอสต่อรถตู้ก็ยังได้ แต่พอปวดเข่า ดันเสียดายตังค์ ยอมขึ้นรถเมล์
ได้ข่าวพี่ๆอีกที หวังว่าคงจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจนอาการดีขึ้นนะ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น