Sad ค่า
หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับงาน ก็เจอลองของอีก
จะมีพนง.งี่เง่าคนนึง ชอบมาแต่เช้า และมีปัญหากับเครื่อง multi-function
ตอนนั้นยังไม่ถึงเวลาเข้างาน ฉันกินกล้วยแขกอยู่ที่โต๊ะเพราะไม่มีกับข้าวขาย แม่บ้านก็ลาพักร้อน ต้องดูแลออฟฟิศคนเดียว เหนื่อยก็เหนื่อยเพราะโหนรถเมล์ตลอดทางจนมือเป็นตะคริว
มันเรียกฉัน ฉันก็งง คืนวันพฤหัสฯฉันก็ออกคนท้ายๆ เครื่องก็ยังใช้ได้อยู่นี่หน่า
ฉันก็เฮ้ย อะไรวะ? ตูกินอาหารเช้า มึงก็สั่งๆเหรอเนี่ยะ?
เดินไปดูที่เครื่อง มันแก้เองได้แล้ว ลืมเปิด switch ไง มันก็พูดว่า เชิญคุณไปกินข้าวต่อเถอะค่ะ(ด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น)
ไม่ได้รังเกียจที่จะทำให้หรอกนะ แต่ใช้คำและน้ำเสียงแบบสั่งๆๆ แถมไม่รู้กาลเทศะ มันน่าเดินไปทำให้ไหมล่ะ?
สักพัก เอาอีก สั่งพริ้นท์ออกอีกเครื่องแล้วงานไม่ออก มันเรียกฉันมาแก้
ไม่เคยมีใครสอนฉันหรอกนะ ฉันแค่อ่านจากจอ LCD แล้วจิ้มๆๆ งานก็ cancel เอง
เฮ่อ อยู่มาตั้งนาน มรึงนี่น่าจะทำเป็นนะ ไอ้คุณreservation! ภาษาอังกฤษแม่งเก่งกว่าตูอีก
รู้ตัวว่าเป็น HR ที่ไม่ดี ยังไม่ได้ไปเจ๊าแจ๊ะกับใครนอกจากคนที่แวะเวียนมาส่งเอกสาร ขนาดน้องบัญชีที่นั่งอยู่ข้างหลังยังไม่มีเวลาคุยกันเลย
ว่าจะจัด hard file-soft file เข้าที่ แล้วคงมีเวลาไปทำความรู้จักผู้คนเอง ปรากฏว่างานเข้าอีกแล้ว
เลขาฯมาสาย มาถึงก็หน้าตาอิดโรย งานหลายอย่างแกก็ลืม ต้องโทรเรียกเมสเซนเจอร์กลับมาเอาเอกสารไปเดินเรื่องให้
ฉันรู้สึกได้ว่าแม่บ้านกับเมสเซนเจอร์ก็ประเมินฉันอยู่เหมือนกันว่าจะคุมงานแผนกเราได้ดีแค่ไหน
ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ดีแน่ ลูกน้องบ่นและอีกหน่อยก็จะไม่เชื่อถือกัน
ว่าจะคุยกับพี่เลขาฯเรื่องจัดคิวงานให้เมสเซนเจอร์และจะถามเรื่องพนง.ลาออก เพื่อที่จะได้แจ้งออกประกันสังคมและอะไรอีกหลายอย่าง ปรากฏพี่เค้าก็ชิ่งพูดก่อนว่า จะทำงานแค่เดือนนี้ ตอนนี้ก็พยายามจัดเอกสารให้อยู่ ได้งานที่ใหม่แล้วและต้องไปทำตั้งแต่เดือนหน้า เป็นโอกาสที่ดี ไม่ไปไม่ได้ (แต่ก็ไม่ได้คุยกันว่า แล้วยังไงถึงได้หางานใหม่) เลขาฯคนใหม่ จะเลือกจาก reservation ตอนนี้รอเจ้าตัวตอบตกลง (แอบหวังใจว่าไม่ใช่ยัยขี้วีนที่เพิ่งมาเซ้าซี้ให้หาวันลาพักร้อนที่เหลือของมันและเพื่อนรอบโต๊ะหรอกนะ) ซึ่งก็ไม่มีความรู้เรื่องงานธุรการเลย แล้วไงล่ะ?
งานทั้งหมดก็ตกอยู่กับฉันน่ะสิ ยกเว้นงานที่ต้องทำส่ง boss โดยตรง
ได้คุยกับแม่บ้าน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็เพิ่งปิดตัวพร้อมการ layoff เมื่อต.ค.ที่ผ่านมา
คือ ใครออมไว้เท่าไหร่ก็ได้คืนหมด ส่วนของบริษัทก็ได้เท่าที่พนง.ออมเป๊ะเลย (พนง.ออมเท่าไหร่ก็ได้แต่ไม่เกิน 7.5% ส่วนบริษัทสมทบให้ 7.5% หมด และได้เงินส่วนของบริษัททั้งหมดไม่ว่าอายุงานเท่าไหร่)
แต่ต่อนี้ไปไม่มีแล้ว พนง.ก็ขวัญเสียสิ ฉันว่าตอนนี้เงินเดือนที่ได้กันสูงๆ นั้น เท่ากับพนง.ต้องรับความเสี่ยงหลายๆอย่างไว้เองนอกจากที่ไม่รู้ว่าบริษัทจะไปได้อีกแค่ไหนหรืออย่างไร
ค่ารักษาพยาบาลที่เคยได้เท่าบริษัทเก่าแต่ของที่นี้เบิกกับฝ่ายบัญชีของบริษัทโดยตรงและจ่ายให้แม้เป็นการตรวจโดยไม่พบว่าเป็นโรคอะไร ก็อาจจะเปลี่ยนเป็น health insurance ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น บริษัทจ่ายเงินน้อยลง แต่พนง.ไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่อย่างเช่นเคย
ไอ้ฉันยังเด็กๆ ไม่มีหนี้ให้ผ่อน มีเงินเก็บพอเอาชีวิตรอดไปได้อีกปี ก็นึกๆอยู่ว่า ถ้าบริษัทจะเจ๊งก็เจ๊งไปเลย
แต่นึกถึงคนที่อยู่มาเกือบ 20 ปี ที่มีอยู่เกือบ 10 คน ใจหายแทนว่ะ ลูกเค้าจะเอาเงินจากไหนไปเรียนหนังสือวะ?
ขอให้ทุกคนยังมีงานทำ มีข้าวกิน มีบ้านให้อยู่นะ สู้ๆ
วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น