เรื่องช็อกๆเกิดขึ้นกับลุงเพราะฉันเอง
หลังจากที่ฉันเช็ดอึให้ลุงเป็นวันแรก วันรุ่งขึ้นลุงก็อึแต่เช้า แต่คราวนี้สีมันออกแดงและเยอะมาก ทั้งที่ไม่ได้กินมากทั้งน้ำและอาหาร ตอนนั้นฉันเฝ้าลุงคนเดียว
ฉันไปบอกพยาบาล พยาบาลมาดูแล้วบอกว่าอย่าเพิ่งเช็ดออก เดี๋ยวให้หมออินเทิร์นดูตอนราวนด์วอร์ด
หมออินเทิร์นคนหนึ่งมาดู แล้วก็สั่งให้เช็ดออก ฉันก็บอกลุงว่า นานหน่อยนะลุง ลุงอึเยอะน่ะ แต่เช็ดไปก็จะร้องไห้ไป เช็ดเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที
จากนั้นก็มีหมออินเทิร์นอีกคนมาดู พูดออกมาว่าอึเป็นเลือดเหรอ? สีเป็นยังไง? เยอะไหม? ฉันมองดูหน้าลุง ลุงทำหน้าตกใจแล้วก็มองเขม็งที่ฉันเหมือนไม่พอใจที่ฉันโกหกแก
ฉันออกมาหน้าวอร์ด ร้องไห้โทรเล่าอาการให้แม่กับจูนฟัง แม่บอกให้ 2 วัน จูนบอกให้ 3 วัน เลยโทรบอกน้องชายน้องสาวให้เตรียมชุดดำส่งมาที่นี่เลย
พอ 9 โมง ฉันลงจากหอผู้ป่วย ลงไปกินข้าว และเข้าร้านเน็ต
ไหนๆเขาก็ว่าลุงไม่รอดแน่แล้ว เลยจะไปหาข้อมูลว่าถ้าจะบริจาคร่างกายให้มหาวิทยาลัยในจังหวัด จะต้องทำอย่างไร ปรากฏว่าป้าสะใภ้โทรตาม บอกว่าลูกลุงคนโตที่เป็นพยาบาลโทรบอกว่าลุงอาการทรุด
จริงๆตอนนั้นเพิ่ง 11 โมง ยังเข้าวอร์ดไม่ได้ แต่ก็เดินดุ่มๆไป บอกยามว่า ญาติโคม่าค่ะ พยาบาลโทรตาม
ขึ้นไป เจ๊ก็เฝ้าอยู่ บอกว่าไข้ขึ้นสูง และความดันตก ตอนนี้ย้ายเตียงมาอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาลเลย พยาบาลจะได้สังเกตอาการได้ ที่บ้านก็กำลังเดินทางมา ส่วนพยาบาลที่วอร์ดก็เรียกฉันไปคุย บอกว่าจะให้ไปเสียที่บ้านหรือจะไว้ที่ร.พ. ถ้าเสียที่นี่ เอกสารจะเยอะ เอาออกยากนะ ฉันก็บอกว่าให้เสียที่นี่แหละค่ะ ไม่รู้มันกลัวจะเพิ่มเรคคอร์ดวอร์ดมันหรือไง พูดดังอย่างนั้น ฉันว่าถ้าลุงมีสติ ก็คงได้ยิน
พอป้ากับโกมา พยาบาลคนเดิมก็เรียกให้ไปเซ็นต์หนังสืออนุญาตไม่ให้ปั๊มหัวใจกรณีหัวใจหยุดเต้น ป้าก็ร้องไห้ โกก็สีหน้าไม่ดี
จากนั้น อาจารย์หมอแผนกทางเดินอาหารก็มากับหมออินเทิร์นหญิง เท่าที่เล่าให้ฟัง หมอบอกว่าไม่น่าใช่เลือดนะ แต่ยังไงก็จะส่องกล้องดูให้ ลุงได้ยินก็ดูซีดๆลงไปอีก
กลับจากส่องกล้อง พยาบาลก็สอดท่อทางจมูก เดรนออกมาเป็นสีน้ำตาลเหลือง มีเยื่อๆเหมือนมูกเลือดด้วย
ตอนเย็นหมอราวนด์วอร์ด ฉันเลยถามหมอว่าผลออกมาอย่างไร หมอบอกว่า สอดกล้องทางทวารหนักเข้าไป 20 ซม. ไม่เจออะไรนะ แต่ถ้าลุงอาการดีขึ้นแล้ว จะส่งส่องกล้องทางปาก แต่ที่สีอุจจาระเป็นอย่างนั้นมันเป็นผลจากยาที่ทานทุกมื้อเย็น -_-" แล้วก็ไม่บอก ถ้าลุงช็อกไปจะทำอย่างไร แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้ หมออินเทิร์นราวนด์ไม่พร้อมกัน ทีมนึงมี 3-4 คน บางคนแวะดูเตียงอื่นแล้วมาตามอ่านชาร์ตที่เพื่อนเขียน แล้วภูมิความรู้ก็คงไม่เท่ากัน
ตอนนั้นอาการลุงดีขึ้นแล้ว ฉันเลยบอกว่าคุยกับหมอแล้วนะ เป็นเรื่องเข้าใจผิด ลุงไม่ได้เป็นอะไร
ยิ่งหมอบอกวันนี้ไม่ต้องฉายรังสี ลุงยิ่งดูจะดีใจ ประมาณว่าคุ้มค่าที่ตกใจไป
หัวค่ำ แม่นั่งรถไฟมาถึง ก็ขึ้นไปเยี่ยมลุง ญาติบ้านอื่นก็ปิดร้านมาเยี่ยมลุง บ้านลุงเลยไปกินข้าวทุกคนโล่งใจที่ลุงอาการดีขึ้น
จากนั้นก็แวะส่งป้ามาเฝ้าลุงต่อจน 3 ทุ่ม ส่วนโกคนโตขับรถมาส่งแม่ ฉัน กับหลานๆ
ไม่ทันออกนอกเมือง โกคนกลางก็โทรมาบอกว่า ลุงอาการทรุดเหมือนตอนกลางวัน พยาบาลให้ตามญาติมาดูใจด้วย โกคนโตเลยต้องเอาเด็กๆไปส่งที่บ้านก่อน และรับป้าแท้ๆของฉันมาด้วย
ฉันเลือกที่จะอยู่บ้านกับพี่สะใภ้เพื่อดูแลหลานๆ ให้พี่น้องและลูกเค้าไปเฝ้ากันให้หมด โกคนเล็กที่ฉันอุตส่าห์ไม่เล่าอาการลุงให้ฟังก่อนแกตีรถกลับมาทำงานที่ฉะเชิงเทรา พอรู้ข่าว เลิกงานก็ต้องตีรถกลับขึ้นมาหาเตี่ยอีก
คืนนั้นหลานๆก็แสนดื้อ ให้นอนไม่นอน เลยโดนพี่สะใภ้เอาไม้มะยมสะกิดกันถ้วนหน้า
พอหลานนอน ฉันก็ยังหลับไม่ลง วันนี้แล้วหรือที่ต้องเสียลุงไป ก็เลยโทรหาจูน จูนโทรกลับมาหา คุยกันนานสองนาน แม่ก็กลับบ้านมา บอกว่าลุงอาการคงที่แล้ว สบายใจได้
****************************************
ที่จริง ระหว่างที่ดูแลลุง ทุกอย่างไม่ได้ดูง่ายอย่างที่เล่า
เวลาลุงอาการทรุด ญาติฉันบางคนก็ทำตัวน่าตบกะโหลก
เมื่อคนตรงเสียงดังอย่างแม่ไม่อยู่ ฉันเลยต้องทำหน้าที่แทน เหนื๊อย เหนื่อย
วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น