วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

Precious Time#2

เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวเป็นแล้วนะคะ

วันนึง ถุงฉี่ลุงเกิดเต็มขึ้นมา
เลยต้องเปลี่ยนถุง ตอนทำก็มองแต่ที่พลาสติกเอา กลัวลุงเขิน
แต่ลุงคงรู้ว่าหลานเขินกว่า เลยดึงปากถุงที่จะมัดเอง

ส่วนอึเนี่ยะ วันนึงลุงแกอึตอนค่ำ
มีป้าแท้ๆ โกคนเล็ก และฉัน
คนอื่นวงแตกหมดเลย ขออยู่นอกม่านกันหมด
ก็เลยไปล้างกะละมัง ผสมน้ำตามปกติ
มาถึงก็เอาผ้าขวางที่เลอะอยู่แล้ว ปาดมัสตาร์ดครีมออกจากก้นก่อน
จากนั้นดึงผ้าออกมา ให้ส่วนที่สะอาดๆ มาอยู่ตรงก้นแทน
ขยายถุงหูหิ้วใบเล็ก ม้วนปากถุงออกเหมือนขอบโถ วางปลายเตียง
เอาทิชชูแผ่นใหญ่พับสี่ปาดผิวน้ำในกะละมัง แล้วเช็ดก้นและซอกขา ทิ้งกระดาษใส่ถุง
เวลาพลิกตัว ลุงจะเจ็บ ก็เลยให้โกซึ่งเป็นคนตัวใหญ่ จับขาชิด รวบขาแล้วยกให้สะโพกลอยจากที่นอนเหมือนเช็ดก้นเด็ก (แต่หนักกว่ามากมายเลย)
แล้วเช็ดซ้ำจนกระดาษขาวไม่ติดสีแล้ว
จากนั้นดึงผ้าขวางออกจากที่ลุงนอนทับมาทั้งหมดผืน
ม้วนๆๆเข้า ใส่ลงถังผ้าที่ไว้ใส่ผ้าเปื้อนโดยเฉพาะ
จากนั้นก็ล้างกะละมังตามปกติ มัดถุงหูหิ้วทิ้ง

ที่เหลือก็คือเปลี่ยนผ้าขวาง
เอาผ้าขวางขยุ้มเป็นแถวๆเหมือนพัดกระดาษสอดไปชิดตัว
จากนั้นช่วยกันสามคน พลิกตัวมาทางที่สอดผ้าไว้ ตัวลุงก็จะอยู่บนผ้าพอดี
คนที่อยู่อีกฟากของเตียงจะล้วงมือไปดึงมุมผ้าทั้งสองใต้ตัวลุงมาทางตัวเอง จนผ้าขึงเต็มผืน เหน็บชายไว้ใต้ที่นอน แล้วพลิกตัวลุงกลับมานอนหงาย จากนั้นก็ดึงชายผ้าด้านแรกไปเหน็บใต้ที่นอน เอวัง

ส่วนเรื่องเช็ดตัว เป็นเรื่องที่ทำผิดมาทั้งชีวิต
พยาบาลเดินผ่านตอนที่ฉันเช็ดตัวลุง เลยบอกว่าวิธีเช็ดตัวให้ไข้ลงเร็วๆ ต้องขึ้นเช็ดย้อนรูขุมขน

ที่ลำบากสุดคือการพลิกตัวเพื่อไม่ให้เกิดแผลกดทับ เพราะมารู้ว่าลุงมีแผลตรงร่องก้นเท่าฝ่ามือตอนเช็ดก้นแกนั่นแหละ แถมแกปวดต้นขาและคออย่างหนักเลย
ลูกของลุงคนโตที่เป็นพยาบาลตึกศัลยกรรมพอดีเลยลงมาช่วยจัดท่าให้ลุงนอนกึ่งตะแคง เพื่อให้ลมเป่าแผลที่ร่องก้น
เห็นลุงน้ำหนักไม่ถึง 40 กิโลนี่ 3 คนพลิกนะคะ สะบักคน หลังคน สะโพกคน
จับตะแคงซ้ายได้เท่านั้นแหละค่ะ เพราะแกปวดข้างขวามากกว่า
แต่เนื่องจากยกกันไม่ไหว เลยไม่ได้พลิกตัวทุก 1-2 ชั่วโมง
คราวนี้เลยเกิดแผลใหม่ตรงกระดูกข้างสะโพกซ้าย
ไอ้แผลกดทับนี่ แดงแล้วเหวอะ เหวอะแล้วดำ น่ากลัวมากเลย สะเก็ดก็ขึ้นช้า
คราวนี้เลยจำใจต้องพลิกขวา ซึ่งลุงทั้งร้องทั้งด่าไม่หยุดเลย กลายเป็นไม่แฮปปี้กับคนที่ดูแลไปเลย

ส่วนเรื่องกินยานี่ ลุงใจเด็ดมาก
ก่อนหน้านี้ ด้วยความหวังดี พยาบาลก็เอายาเม็ดปริมาณ 1 กำมือมาละลายน้ำให้ แล้วใครมันจะดูดหมดถ้วยไหวล่ะ ขมจะตาย
พอป้าสะใภ้ให้ฉันหิ้วโกร่งบดยามาร.พ. ลุงก็ขอให้บดแล้วตักมาใส่ช้อนในคำเดียวเลย แล้วเอาหลอดดูดน้ำจ่อตาม
แต่กินง่ายๆอย่างนี้ แกก็บอกว่าตอนกลืนทรมานนะ
ข้าวกับโจ๊กแกก็เบื่อ เพราะกินมาเป็นปีๆแล้ว
รอบนี้ข้าวต้ม-โจ๊กทิ้งทุกรอบ ทั้งที่แบ่งใส่ถ้วยให้ลุงต่างหากแล้ว ก็ไม่มีใครยอมกินที่เหลือในถุง
ยังบอกป้าสะใภ้เลยว่าไม่ต้องเปลืองแรงต้มแล้ว หาซื้ออาหารอ่อนเปรี้ยวๆหวานๆให้แกกินชุ่มคอดีกว่า
ลุงเลยได้กินน้ำเฉาก๊วยที่มีเนื้อเป็นเส้นๆ รังนก วุ้น แทน
ขนาดอาหารร.พ.ที่ขึ้นชื่อว่าไม่อร่อย แถมไม่มีมาจำแนกว่าคนนี้ต้องจำกัดโซเดียม-ไขมัน-น้ำตาล หรือต้องกินอาหารอ่อน ทุกคนต้องกินเหมือนกัน แกยังกินไม่ได้
แล้วคนที่มีเมียทำอาหารเก่งขนาดที่ไม่ว่าจะไปแสบซ่าที่ไหน ก็ต้องกลับมากินอาหารฝีมือเมียตลอด จะทรมานขนาดไหน
เวลาที่เค้ายกถาดอาหารแจก ลุงแกมองตาม สงสารแกนะ
คุณป้าร้านซัพพลายเออร์ซื้อองุ่นมาฝาก ขนาดลอกเปลือกออก เหลือเนื้อใสๆ แล้วเอาสันช้อนชาสับเละๆ แกยังเคี้ยวไม่ไหว ได้แต่ดูดน้ำฉ่ำๆ แล้วคายกากออกมา

ถึงแกจะกินได้ไม่ถึง 1 ถ้วยน้ำปลาต่อมื้อเหมือนเดิม แต่ต่อมา หมอก็สั่งให้ให้อาหารทางสายยาง
คราวนี้แหละ ทรมานสุดๆ เพราะต้องสอดท่อจากจมูกไปถึงกระเพาะ
เทคนิคการสอดท่อคือ ห้ามอ้าปาก ไม่งั้นมันจะออกปากแทน
ทีนี้ลุงร้อง มันก็ออกปาก พยาบาลต้องดึงออกมาเพื่อสอดเข้าไปใหม่ มีคราบเลือดติดมาด้วย
พอสอดใหม่ เลยต้องดันคางกับปิดปากแกด้วย สงสารจับใจ สอดถึง 4 ครั้งกว่าจะได้
จากนั้นก็ติดพลาสเตอร์แบบเหนียวมากยึดสายกับปลายจมูก
แต่แหม ตอนป้อนนี่ท่าทางสนุก
พยาบาลชงอาหารใส่กระบอกพลาสติกแก้วบิ๊กมา เปิดจุกสายยางที่ต่อไว้แล้วต่อไซริง แล้วเทอาหารลงไซริงไป อาหารไหลฮวบๆๆเลย เติมใส่ไซริงจนหมดกระบอก ท่าทางแกจึงสดชื่นขึ้นมาได้ หน้าใสเชียวคราวนี้ แต่ดูเหมือนแกจะปากแห้ง เลยอยากอมอะไรเปรี้ยวๆหวานๆบ้าง
เฮ่อ ผักก็ไม่กิน นมก็ไม่ชอบ โยเกิร์ตก็ไม่แตะ ซื้อไอศกรีมถ้วยมาป้อนก็ไม่เอา

พูดถึงเรื่องปากแห้ง นภาพรแอบงก รอให้น้องแบ่งวาสลีนในกระปุกส่งมา เพราะลำพังตัวเองชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด ที่จำใจซื้อก็เพราะไม่มีไซส์เหมาะๆ วันแรกๆลุงเลยโดนปาดลิปกลอสจนปากแดงระยับด้วยกลิตเตอร์เป็นพระเอกลิเกเลย ไม่ทาก็ไม่ไหว แกพูดตลอดเวลาแม้บางช่วงที่ไม่มีเสียง ปากจึงยิ่งแห้ง หลุดเป็นขุย มุมปากก็เป็นแผล ตามประสาคนได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

เสมหะก็เยอะและเหนียวมาก ไม่รู้เพราะข้างในติดเชื้อ หรือตามประสาคนสูบบุหรี่มา 50 ปี
พอสะกิด ก็ต้องเอาทิชชูพับครึ่ง รอลุงแลบปลายลิ้นที่มีเสมหะติดออกมา แล้วให้เราปาดทิ้ง
เวลาไอก็ไอแห้งมากตามประสาคนแรงไม่มี ดีที่ไม่ไอจนตัวโยนแค่นั้นเอง

เวลานอนเฉยๆแต่ปวด แกไม่ร้องนะคะ แต่จะยกแขนข้างที่ปวดขึ้นมาสะบัด แล้วก็บีบๆ
เลยช่วยนวดให้ ถ้าเป็นช่วงที่จะเช็ดตัวพอดี ก็จะรอให้ถึงตอนทาโลชั่นเลย จะได้นวดง่ายๆขึ้น

แกพูดอะไรเยอะมาก แต่เสียงออกเป็นช่วงๆ
เสียดายจริงๆที่ไม่อาจแบ่งปันความทรงจำในชีวิตกับแกได้
อย่างตอนหม่าม้าจูนป่วย ก็ยังเล่าเป็นเรื่องเป็นราว หยิบอัลบั้มรูปให้ดูได้
อย่างลุงนี่ ป้าสะใภ้ยังเข้าใจผิดว่าแกหลงแล้ว
ถ้าคนหลงจริงๆ คงไม่บังเอิญทักชื่อและคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่มาเยี่ยมได้ตลอดหรอก
เรื่องหลงน่าจะเป็นเรื่องการรับรส ตอนที่ป้อนองุ่นแล้วแกบอกว่าส้มหวาน ไม่กินแล้วนั่นแหละ
แหม๊ บอกเองว่าจะกินองุ่น แล้วจะป้อนส้มได้ยังไง -_-"

เวลาหลานมาเยี่ยม ลุงแกดีใจนะคะ ตาวาวเหมือนเด็กอ่อนที่มีคนมาส่งยิ้มและคุยด้วย แต่แกยิ้มไม่ได้มาก อย่าว่าแต่อุ้มเลย โอบก็ไม่ไหว
แม่ซึ่งมาเยี่ยมลุงเสาร์-อาทิตย์เห็นแล้วก็ได้แต่บอกว่า สงสารๆ

ใจอยากทำสารคดีให้พวกสูบบุหรี่ดู เตือนแล้วไม่ฟัง
มันไม่ได้ป่วยทันตาหรอกนะ แต่พอมาก็ไม่ให้เวลาแก้ตัวเลยล่ะ
แล้วก็มาเป็นในช่วงที่ควรจะมีชีวิตอยู่ชื่นใจในการเติบโตของหลาน ชื่นชมในความสำเร็จของลูก
และอยู่เป็นเพื่อนภรรยาในตอนแก่
ป้าสะใภ้ถึงกับสาปส่งบุหรี่ เพราะมันบั่นทอนชีวิตสามีแก และทำให้แกเหนื่อยยากและอมทุกข์อยู่นี่ไง


ไม่มีความคิดเห็น: