บ้านฉันเป็นทาวน์เฮ้าส์หลังสุดท้าย ถัดไปเป็นบ้านเดี่ยวซึ่งปลูกมาประมาณปีกว่า
ปกติทาวน์เฮ้าส์หลังติดกัน (เจ้าของเดียวกับบ้านเดี่ยวแต่เค้าปล่อยเช่า)ก็สร้างเวรสร้างกรรมให้บ้านฉันอยู่แล้ว ด้วยการขายอาหารตามสั่ง(ผัดทั้งวัน) และจุดยากันยุงให้หมาในเวลากลางคืน(แต่กลิ่นเข้าบ้านฉันเต็มๆ) ปัจจุบันเลิกขายแล้ว(เพราะโดนตัดเต้านม ) และหมาก็เลือดออกปากตายไปแล้ว(เข้าใจว่าเป็นเพราะยาจุดกันยุง เพราะก่อนตาย มันไอจนหอบทั้งวันทั้งคืนอยู่หลายเดือน และมีเลือดซึมตรงจมูก) แต่ลูกชายซึ่งอยู่ห้องเล็กหลังบ้านก็ยังคงพ่นควัน(เข้าห้องฉันอีกละ จะเว้นเฉพาะตอนเข้ากะทำงานที่สนามบิน) และจุดยากันยุง(ให้ใครก็ไม่รู้ ไม่เห็นมีสิ่งมีชีวิตใดๆอยู่เสียหน่อย)อย่างมุ่งมั่น
ส่วนบ้านเดี่ยวนั้น ปัญหาส่อเค้าตั้งแต่ตอนสร้างบ้าน
บ้านฉันปลูกก่อน เดิมเหนือลานซักล้างหลังบ้าน(ด้านบ้านเดี่ยว) เป็นหลังคาพลาสติกใส หลังจากขโมยปีนบ้าน แม่ก็ตัดสินใจให้ลุงแถวบ้านซึ่งรับเหมาก่อสร้าง มาช่วยต่อเติมทำพื้นเสมอระเบียงบนบ้าน(ด้านหลัง)แทน จะได้ติดเหล็กดัดไปเลย
ต่อมาเมื่อบ้านเดี่ยวปลูกบ้าน ก็ได้ใช้ผนังบ้านสีเหลืองคัสตาร์ดของฉันเป็นกำแพงด้านนึง และมาเจรจาต่อรองขอทาสีผนังด้านนอกของบ้านฉันเป็นสีเขียวเต็มชั้นหนึ่ง จะได้เข้ากับสีบ้านและกำแพงด้านที่เหลือของเขา เนื่องจากตอนต่อเติมหลังบ้าน เสาเข็มบ้านเราเข้าไปในที่เค้า ทำให้ช่างสร้างบ้านด้วยความลำบาก และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายกับเค้าเพิ่ม (ดันมาบอกตอนที่ปลูกบ้านเสร็จแล้ว ลุงช่างที่ทำบ้านให้ยืนยันว่าไม่จริง แต่เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรในเมื่อเค้าปลูกบ้านเสร็จแล้ว) เค้าสั่งกับลูกเค้าทุกคนให้จำไว้ ว่าบ้านเราบุกรุกที่เค้า(ตรงไหนวะ? ก็มันก็ต่อขึ้นไปจากแนวผนังข้างและกำแพงหลังบ้าน)
สุดท้ายท้ายสุด แม่ฉันขอ เค้าก็ให้เซ็นต์สัญญาอะไรไม่รู้ เรื่องเลยสงบไป และผนังข้างของบ้านฉันก็ยังคงเป็นสีเหลืองคัสตาร์ด
ก่อนออกจากงาน ฉันว่าจะซื้อโต๊ะเล็กไปตั้งบนระเบียงหลังบ้าน เพื่อทำงานป.โทและอาจใช้เป็นที่ทำงานแปลในอนาคต เพราะอากาศเย็น แสงกำลังดี จะได้ประหยัดไฟ แต่แล้ว...
ฉันก็มาพบความจริงว่า บ้านนี้ทำกับข้าววันละสามมื้อ บางมื้อทอดหรือผัดเป็นชั่วโมง ไม่รู้ทำอะไรนักหนา ครัวเค้าติดหลังบ้านฉันซึ่งแน่นอนว่า กลิ่นเข้าห้องฉันเต็มๆ ที่จริงก็พอรับได้นะ เพราะมันเป็นชีวิตประจำวัน เค้าอยู่กันอย่างนั้น แต่...ผ้าบ้านฉันตากอยู่น่ะสิ
ธรรมชาติของคนซักผ้าเอง จะตากผ้าให้โดนแดด เพราะผ้าจะหอม และสะอาดจริงๆ
พอหลบมาซักหลังเค้าทำกับข้าวเย็น ตากตอนกลางคืนไม่นาน ฉันก็รู้สึกเหมือนได้กลิ่นบุหรี่ตลอดเวลา มันมาจากเสื้อที่ฉันใส่ ตลกแล้ว อยู่บ้านทั้งวันเนี่ยะนะ ช่วงนั้นฉันอ่านหนังสืออยู่ข้างล่าง
และไม่นานเมื่อฉันนั่งพื้นข้างล่างจนปวดหลัง ก็ย้ายมานั่งทำงานบนฟูกบนบ้าน และได้รู้ว่า ลูกชายจอมเกเรของบ้านนั้นมานั่งสูบบุหรี่ตรงระเบียงหลังบ้านนั่นเอง กลางวันนั้นไม่ค่อยเป็นเวลา แต่กลางคืนนั้น...สองทุ่มแน่นอน
ส่วนคนพ่อ ชอบสตาร์ทรถ ตลกดี ลานจอดรถอยู่ติดกับห้องรับแขกฉัน จอดรถได้ไม่ถึง 5 นาที ก็เอารถออกอีกแล้ว ชอบติดเครื่องทิ้งไว้อีกต่างหาก กระทรวงพลังงานและกรมควบคุมมลพิษควรมาถ่ายไว้ทำโฆษณารณรงค์ประหยัดพลังงานเป็นที่สุด
เลยกระจ่างใจ ว่าทำไมบ้านนั้นถึงไม่ใช้ระเบียงหลังบ้านแสนกว้างขวางเป็นที่ตากผ้า แต่กลับใช้ราวล้อเลื่อนเล็ก ตากผ้าอย่างแออัดอยู่ตรงหน้าบ้านแทน
บ้านเรานั้น จะว่าไปก็ไม่เอาเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันเลย แม่นั้นทักยังบ้าง แต่ฉันกับน้องจะไม่ไหว้เลย ก็คนมันทำตัวอย่างนั้นน่ะ เค้าก็เลยว่าบ้านฉันนั้นถือตัว (เออ...ปากก็ว่าไป ถ้าใครมีใจเป็นธรรมละก็จะรู้ว่าทำไมทีคนที่ฐานะด้อยกว่าคนพวกนี้ บ้านฉันยังพูดคุยด้วยและไหว้ตลอด)
แม่เลยต้องบอกผ่านหนึ่งในวงข้าวเย็นนั้นซึ่งดีกับบ้านเราที่สุด ขอให้เค้าไปสูบหน้าบ้านแทน เพราะเราจะได้ตากผ้า ดูทีวี หรือเข้านอนได้บ้าง เพราะปกติเราไม่ค่อยมีแขกมาบ้าน เสียพื้นที่ชั้นล่างยังพอไหว
แต่คนพ่อก็ยังมาสูบบุหรี่ในครัวโล่งติดหลังบ้านเรา ลูกชายก็เหมือนเดิม ตลกไหม? บ้านตั้งกว้าง ผู้ชายบ้านนี้สูบบุหรี่ตรงลานทำครัว
คนรักสุขภาพ เจออย่างนี้เข้าทุกวัน จะรู้สึกยังไง? เดี๋ยวนี้ค่ารถตั้งเท่าไหร่ จะให้หนีไปมหา'ลัยทุกวันๆไม่ไหวหรอก
หมอดูแม่นๆ ทายไว้หลังออกจากงานว่าปีนี้ฉันจะหายจากภูมิแพ้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่อยู่บ้าน ฉันกินคลอเฟนิรามีนมากที่สุดในรอบ 3 ปี เลยไม่อยากจะแนะนำใครไปดูดวงกับแกเลยจริงๆ
ตอนนี้ต้องปิดประตู-หน้าต่างหมดทุกด้าน เวลาที่แม่ตื่นมาไอ หรือหายใจไม่ออก-เวียนหัว ฉันนี้แค้นจนน้ำตาไหลเลย นี่จะเอากันให้ตายเลยใช่ไหม?
เคยติดต่อ NGO ที่ทำเรื่องบุหรี่นี้ เพราะรู้มาว่ากฎหมายครอบคลุมแต่พื้นที่สาธารณะ แต่เรื่องก็เงียบหายไป เลยเข้าใจว่า ที่พยายามโปรโมทองค์กร คงเป็นเพียงเพื่อใช้ประกอบการระดมทุน ไม่ได้ตั้งใจทำงานเพื่อสังคมจริง อย่างที่อาจารย์ท่านหนึ่งเคยเล่าเรื่อง NGO อื่นให้ฟัง ถ้าอ่านเจอ อยากฟ้องก็ฟ้องนะ สื่อจะได้สนใจความทุกข์ร้อนซึ่งฉันมั่นใจว่าไม่ได้มีแต่บ้านฉันบ้านเดียว
รู้จากอย.ว่า เครื่องฟอกอากาศก็ช่วยกรองมลพิษจากบุหรี่ไม่ได้
สองบ้านนี้ติดรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงเหมือนฉัน นึกจะเขียนไปให้คุณกาละแมร์พูดในรายการเหมือนกัน เพราะรายการนี้เค้าก็เล่นเรื่องบุหรี่อยู่เป็นระยะๆ
ปกติฉันไม่กล่าวล่วงถึงบุพการีใคร แต่ว่า เพื่อนฉันคนนึงเคยบอกว่า แม่เป็นมะเร็งตายเพราะพ่อสูบบุหรี่ ฉันเชื่อแล้วล่ะ
ถ้าใครได้อ่านบทความนี้และรู้จักคนที่สูบบุหรี่ ช่วยส่งบทความของฉันไปให้อ่านด้วยเถอะค่ะ เค้าจะได้รู้ว่าคนอื่นมีชีวิตลำบากแค่ไหนจากการกระทำของคุณ แถมยังเสี่ยงกับโรคต่างๆมากกว่าคุณตั้งสามเท่า ถึงแม้คุณจะไม่ได้พ่นควันใส่หน้าเค้าก็เถอะ ถ้าอยากโก๋เก๋ ช่วยสังคมดีกว่าค่ะ ตั้งกลุ่มสร้างสาธารณประโยชน์ดีกว่า ผู้คนจะชื่นชมยินดีคุณและครอบครัวด้วยซ้ำ
ใครที่คิดจะปลูกบ้านใหม่ ขอแนะนำให้ซื้อพื้นที่กว้างๆหน่อยนะคะ ลองศึกษาคนที่จะเป็นเพื่อนบ้านเราก่อนตัดสินใจซื้อ ถ้างบยังไม่พอและยังไม่จำเป็นเร่งด่วน ก็อย่าเพิ่งซื้อ ปลูกบ้านทั้งที ให้พ่อแม่และลูกเล็กๆที่จะเกิดมาได้หายใจสะดวกเถอะค่ะ
วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551
วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551
นี่อาจจะเป็นบล็อกสุดท้าย
นี่อาจจะเป็นบล็อกสุดท้าย ซึ่งไม่เหลือซากทิ้งไว้ในบ่ายสามโมงครึ่งวันนี้ อาจจะอยู่ได้อีกเป็นเดือน หรือถ้าโชคดี มันก็ยังอยู่ได้เป็นสิบปี
เคยตั้งคำถามกับตัวเองกันบ้างไหมว่า ในบางเรื่องนั้น รู้แล้วได้อะไร-ไม่รู้แล้วได้อะไร
ตอนนี้นึกอยากจะถามกับคนอื่นบ้างแล้ว โดยเฉพาะองค์การเพื่อการวิจัยทางนิวเคลียร์ยุโรป( European Organization for Nuclear Research ;CERN)ที่วันนี้จะมีการปล่อยอนุภาคโปรตอนชนกันตามเวลาดังกล่าว เพื่อศึกษาทฤษฎี Big bang ซึ่งเชื่อว่าเป็นวิธีที่สร้างบ้านสีฟ้าหลังคาสีขาว(หรือเทาหว่า?)ของเราขึ้นมา และหวังจะเชื่อมโยงผลที่ได้จากการทดลองไปสู่การค้นหาว่ามีชีวิตอื่นเป็นเพื่อนบ้านหรือไม่(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://campus.sanook.com/u_life/knowledge_04665.php
ไม่ว่าการทดลองนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่หากเกิดผลพวงเป็นหายนะภัยอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ด้วยกันเองยังพรั่นพรึง คณะนักวิจัยจะคิดเห็นอย่างไร? อย่างมากก็แค่ตายละหรือ? อย่างน้อยก็ได้รู้(ล่ะวะ)ว่าความจริงเป็นเช่นไร(หรือที่จริง 'กูทำได้' ไหนๆเกิดมาก็ต้องตาย ขอตายอย่างคนที่กล้าท้าทายธรรมชาติให้ภาคภูมิใจเสียหน่อยโว้ย!!!)
ที่จริง สิ่งที่มนุษย์ทำอยู่ ก็อาจช่วยไม่ให้ใครต้องตายอย่างอนาถเมื่อดวงอาทิตย์ดับหรือมนุษย์ต่างดาวบุกก็เป็นได้นะ เพราะชิงตายกันไปหมดเสียก่อน น่าสงสารคนที่เกิดมาในยุคสิ้นโลก(อย่างเราๆ)เสียจริง
หวังใจว่าวันหนึ่ง บล็อกนี้จะมีคนอ่าน แล้วบอกว่า คนเขียนเป็นคนขลาดเขลาอย่างที่สุด ถ้าคณะนักวิจัยยุติการทดลองด้วยคำคัดค้านอย่างของคนเขียนนี้ ป่านนี้เราคงไม่มีบ้านอยู่แล้ว เพราะไม่อาจดำรงชีวิตบน the blue planet อันแสนสกปรกได้
ปล.แต่ถึงโลกรอด แต่นี่ก็อาจเป็นบล็อกสุดท้ายจริงๆ เพราะไม่เห็นมีใครเขียนคอมเม้นท์บล็อกให้เลย ("อ่านแล้วนะยะ" "เขียนไรของเมิง?" ก็ยังดีนะ)
เคยตั้งคำถามกับตัวเองกันบ้างไหมว่า ในบางเรื่องนั้น รู้แล้วได้อะไร-ไม่รู้แล้วได้อะไร
ตอนนี้นึกอยากจะถามกับคนอื่นบ้างแล้ว โดยเฉพาะองค์การเพื่อการวิจัยทางนิวเคลียร์ยุโรป( European Organization for Nuclear Research ;CERN)ที่วันนี้จะมีการปล่อยอนุภาคโปรตอนชนกันตามเวลาดังกล่าว เพื่อศึกษาทฤษฎี Big bang ซึ่งเชื่อว่าเป็นวิธีที่สร้างบ้านสีฟ้าหลังคาสีขาว(หรือเทาหว่า?)ของเราขึ้นมา และหวังจะเชื่อมโยงผลที่ได้จากการทดลองไปสู่การค้นหาว่ามีชีวิตอื่นเป็นเพื่อนบ้านหรือไม่(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://campus.sanook.com/u_life/knowledge_04665.php
ไม่ว่าการทดลองนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่หากเกิดผลพวงเป็นหายนะภัยอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ด้วยกันเองยังพรั่นพรึง คณะนักวิจัยจะคิดเห็นอย่างไร? อย่างมากก็แค่ตายละหรือ? อย่างน้อยก็ได้รู้(ล่ะวะ)ว่าความจริงเป็นเช่นไร(หรือที่จริง 'กูทำได้' ไหนๆเกิดมาก็ต้องตาย ขอตายอย่างคนที่กล้าท้าทายธรรมชาติให้ภาคภูมิใจเสียหน่อยโว้ย!!!)
ที่จริง สิ่งที่มนุษย์ทำอยู่ ก็อาจช่วยไม่ให้ใครต้องตายอย่างอนาถเมื่อดวงอาทิตย์ดับหรือมนุษย์ต่างดาวบุกก็เป็นได้นะ เพราะชิงตายกันไปหมดเสียก่อน น่าสงสารคนที่เกิดมาในยุคสิ้นโลก(อย่างเราๆ)เสียจริง
หวังใจว่าวันหนึ่ง บล็อกนี้จะมีคนอ่าน แล้วบอกว่า คนเขียนเป็นคนขลาดเขลาอย่างที่สุด ถ้าคณะนักวิจัยยุติการทดลองด้วยคำคัดค้านอย่างของคนเขียนนี้ ป่านนี้เราคงไม่มีบ้านอยู่แล้ว เพราะไม่อาจดำรงชีวิตบน the blue planet อันแสนสกปรกได้
ปล.แต่ถึงโลกรอด แต่นี่ก็อาจเป็นบล็อกสุดท้ายจริงๆ เพราะไม่เห็นมีใครเขียนคอมเม้นท์บล็อกให้เลย ("อ่านแล้วนะยะ" "เขียนไรของเมิง?" ก็ยังดีนะ)
เพื่อนกินหายาก เพื่อนตายหาง่าย(ทำไมเป็นอย่างนั้น??!!)
ยุคนี้บอกได้คำเดียวว่า เพื่อนกินหายาก เพื่อนตายหาง่ายจริงๆ
เพราะเดี๋ยวนี้ผู้คนต้องดิ้นรนมากขึ้น แม้ว่าเราจะพยายามป้องกันปัญหาภัยธรรมชาติหรือโรคร้ายต่างๆที่เคยเกิดกับคนในสมัยก่อนได้ แต่ก็เหมือนว่าธรรมชาติพยายามสร้างสมดุลให้ความขาดๆเกินๆของมนุษย์อยู่ภายใต้การควบคุมของมันให้ได้ ด้วยภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น-รุนแรงขึ้น มีโรคต่างๆเกิดขึ้นมามากมายโดยที่ครั้งหนึ่งเราก็คิดไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวิทยาการที่ก้าวหน้าไป ทำให้การศึกษาและการตรวจสอบมีมากขึ้น พบความผิดปกติในร่างกายได้มากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าโรคภัยบางอย่างก็มาพร้อมกับวิทยาการเช่นกัน
มนุษย์ทุกวันนี้เหมือนคนที่ตกไปในบ่อทรายดูด ยิ่งเคลื่อนไหวยิ่งดูดลงไปเบื้องล่าง แต่ดูเหมือนว่ามนุษย์ก็ไม่มีสติพอที่จะหยุดนิ่งแล้วพยายามคิดหาทางที่ดีกว่าเพื่อแก้ปัญหา ไม่ทันได้คิดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีข้อเสียหรือข้อจำกัดอย่างไร หากการดิ้นรนของคนเรานั้น สุดท้ายก็จบลงเหมือนกัน
วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551
เรื่องกระดูกของคนตูดแหลม
ได้ข่าวว่าพี่ที่ออฟฟิศป่วยโรคกระดูกกันหลายคน เลยอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวสักนิดนึง
ฉันเป็นโรคปวดหลังตั้งแต่ป. 4 ปกติเป็นคนเดินตัวงอ-ห่อไหล่ วันนึงโดนครูใช้ไม้บรรทัดพลาสติกหนาประมาณครึ่งเซ็นต์ฟาดเข้าที่ก้น (ก็ไม่รู้เกี่ยวกันยังไง สงสัยแรงสวิงครูดีเหมือนนักกอล์ฟ เลยสะท้านไปตลอดแนวกระดูกสันหลัง)
วันรุ่งขึ้นจึงต้องไปร.พ.จุฬาฯ หมอที่แผนกกุมารเวชให้เคาน์เตอร์เพนมาทา แต่ก็ยังปวดเรื่อยๆ (เพราะฉะนั้นอย่าตีเด็กเลยนะคะ แก้ปัญหาให้ตรงจุดหน่อย)
เห็นผู้ใหญ่ชอบให้เหยียบหลัง เลยเอาบ้าง ให้น้องสาวน้องชายเหยียบ แต่โคตรโง่ เหยียบลงแนวกระดูกสันหลังแทนที่จะเป็นกล้ามเนื้อข้างๆ เวลามันดังกร๊อบ จะรู้สึก(ไปเอง)ว่าสบายตัวขึ้น
พอปิดเทอมก่อนขึ้นม.4 ตัดรังไข่ไปข้างนึง หมอไม่ได้กินฮอร์โมนทดแทน เพราะยังเด็กอยู่(สมัยนั้นฮอร์โมนทดแทนมีผลข้างเคียงกว่าสมัยนี้มาก)
แต่พอปลายเทอมนี่สิ มันปวดเข่าทั้งสองข้าง เวลานั่งพับเพียบฟังครูพูดหน้าเสาธงงี้ น้ำตาเล็ดเลย
โต๊ะเรียนหรือโต๊ะเขียนหนังสือที่บ้าน มีที่พักเท้า ก็เอาเท้าวางพาดบนนั้นไม่ได้ งอเข่าเมื่อไหร่ปวดเมื่อนั้น ต้องเหยียดขาไปข้างหน้าและวางเท้าลงกับพื้น
ปิดเทอมอีกรอบ ย่าพาไปหาหมอที่รู้จักกัน หมอบอกว่าเป็นข้ออักเสบรูมาติก เป็นครั้งแรกที่รู้ว่าโวลทาเรนมีแบบเม็ดให้กินด้วยแฮะ
หมอสอนให้บริหารด้วยการนั่งบนโต๊ะที่สูงจนเท้าลอยจากพื้น จากนั้นยกขาขึ้นให้ขนานพื้น ทำค้างไว้นับ 1-5 วางขาลง แล้วทำซ้ำให้ได้วันละ 10 เซ็ต หัวใจสำคัญคือการสร้างกล้ามเนื้อหน้าขาให้แข็งแรง
ป้าพยาบาลที่นวดเก่งๆ มาคลายเส้นให้ บอกว่าฉันเป็นคนเครียดและวิตกกังวล เพราะหลังตึงมาก(เพิ่งรู้ เพราะตอนนั้นเนื้อหาชีวะที่เรียนยังไปไม่ถึง)
สมัยเรียนมัธยมฯ ฉันชอบเล่นบาส น่าจะเป็นช่วงเดียวในชีวิตที่ได้สะสมแคลเซียมกระดูกโดยสมบูรณ์ เพราะได้อาหาร(นมกับผัก) วิตามินดี(ตากแดดเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติกับลงมาเล่นบาสยามบ่ายในคาบว่าง) กับการเล่นกีฬาที่มีการกระแทก(ก็เตี้ยนี่คะ จะชูต-ตัดบอล-รีบาวนด์ ก็ต้องกระโดดกันตลอดหล่ะ)
พอเข้ามหา’ลัย แป้นบาสมีก็เหมือนไม่มี เพราะมันที่เป็นที่ผู้ชายหล่อๆจะได้อวดกล้ามแขน ส่วนโรงยิมนั้น จะมีคนตีแบดทุกที่ที่สามารถ ลมที่รังสิตโกรกมาก ตีกลางแจ้งก็ไม่ไหว ลูกมันผิดทิศผิดทาง ฉะนั้น ฉันจึงเลือกที่จะว่ายน้ำแทน ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องรอสระว่าง(เพราะฉันลงน้ำตั้งแต่ 6-10 โมงเช้า ตอนนั้นใครจะตื่นกันหล่ะ?) ตอนไหนว่ายจนเหนื่อยก็เดินในน้ำเอา (ขอบอกการต้านน้ำ ช่วยกระชับกล้ามเนื้อดีมาก ใครอยากได้กล้ามแขนละก็ ว่ายกบช้าๆ ค่อยๆใช้แขนแหวกน้ำ วาดวงแขนออกไป แขนไม่โตเป็นก้อนด้วยน้า)
ฉันเป็นคนโชคดี พอน้ำหนักแตะ 47 ก.ก. เมื่อไหร่ ปวดหน่วงๆที่เข่าทันที ทำให้ไม่ต้องทรมานเหมือนคนที่อ้วนแล้วเข่าเสื่อม (แต่ดันไปเสื่อมเพราะยกของหนักแทน อาทิยืมหนังสือจากห้องสมุดจนครบโควต้าทั้งของตัวเองและหมาจูน หอบขึ้นรถเมล์จากสนามหลวงถึงดอนเมืองซึ่งได้นั่ง แต่วางหนังสือบนตัก แล้วเดินเข้าบ้าน 400 ม. เพราะไม่มีมือว่างให้โหนรถสองแถว)
งานออฟฟิศงานสุดท้าย หักโหมตัวเองมาก หอบโน้ตบุ๊คไปเรียนด้วย ทำเอาข้อมือชำรุด ได้พี่ชัยนี่แหละที่นัดหมอให้ มีเจ๊นิคกับแซ็กไปตรวจเป็นเพื่อน พบเข่าเสื่อมแถม ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะนอกจากเหตุที่เล่าไปแล้ว บ่อยครั้งที่ฉันลางานมาปั่นรายงานป.โทให้ทันกำหนดส่ง ฉันก็มักนั่งทำกับพื้น 4 วันติด ได้เหยียดขาเฉพาะตอนที่ลุกไปไหนต่อไหนกับตอนนอนเท่านั้นเอง(สังเกตไหมว่า เมื่อไหร่ที่นอนน้อยและเครียด จะรู้สึกปวดเข่าง่าย? ก็กรดยูริกมันเยอะเกินไปน่ะสิ)
พอลาออกจากงาน นั่งทำงานกับโต๊ะญี่ปุ่น สงสัยเบาะบางไป เจ็บตั้งแต่บั้นเอวถึงก้นกบ
วันหนึ่งไปซื้อหนังสือกับน้อง เจอหนังสือเล่มนึง ชื่อ ‘ฉันผ่าตัด...ตัวเอง’ ของคุณเล็ก ที่เคยเป็นพิธีกรบ้านเลขที่ 5 น่ะ อาการเค้าแย่กว่าเราอีกหนา เลยลองดูซักตั้ง ได้ผลว่ะเฮ้ย! ขอแนะนำให้มีกันไว้บ้านละเล่มเลยทีเดียว
โม้มานาน อยากจะบอกว่า เราเชื่อนะว่า หลายคนรู้ว่าจะต้องทำยังไง แต่ก็ดันไปยึดติดกับอะไรที่ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะกับสังขารตัวเอง บางคนยก server หนักมาก ยุให้ซื้อ back supporter มาใช้ก็อาย กลัวแปลกแยกจากชาวบ้าน (แล้วจะรอเจ้านายที่แสนตระหนี่อนุมัติสั่งซื้อ แถมได้มาก็เวียนกันใช้อีกเหรอค้า?) บางคนไม่ชอบออกกำลังกาย ไม่อยากอวดสรีระ(ไม่อยากย้อนเลยว่า ใครอยากดูเหรอ?) สมัยนี้ มีชุดออกกำลังกายหลายแบบ กางเกงว่ายน้ำแบบขายาวก็มี แฟนเพื่อนใส่ เราไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย เราเองยังใส่เสื้อว่ายน้ำที่คล้ายทีเชิ้ตทับชุดว่ายน้ำคู่กับกางเกงว่ายน้ำผู้ชายที่ยาวถึงเข่า แห้งแล้วใส่อย่างนั้นขึ้นรถเมล์กลับบ้านก็ยังได้ หรือบางคนก็ออกกำลังกายหนักทั้งที่เจ็บอยู่ เพียงเพราะเสียดายค่าสมาชิกที่จ่ายให้ฟิตเนสเซ็นเตอร์!!!
อย่าคิดว่ามีเงินและวิทยาการทางการแพทย์ก็ไม่ต้องดูแลตัวเอง ต่อให้ผ่าตัดแล้วหาย แต่ก่อนผ่าตัดล่ะ คุณเจ็บคุณปวดมั้ย? ต่อให้คุณนั่งรถ มันก็ปวดอยู่ข้างในใช่ไหมหล่ะ? ค่าผ่าตัดน่ะ เอาไว้กินเที่ยวตอนเกษียณดีกว่ามั้ย?
แต่ละคนเรียนกันมาตั้งเยอะ ยืน-นั่ง-เดินตัวตรง สอนกันมาแต่ประถมฯ กินผักกินนมแล้วอย่าลืมโดนแดดบ้าง ออกกำลังกายด้วยแต่อย่าให้กระแทกไปนัก เครื่องอำนวยความสะดวกมีก็ตะบันใช้ซะ เวลาจะรีบไปดูละคร นั่งบีทีเอสต่อรถตู้ก็ยังได้ แต่พอปวดเข่า ดันเสียดายตังค์ ยอมขึ้นรถเมล์
ได้ข่าวพี่ๆอีกที หวังว่าคงจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจนอาการดีขึ้นนะ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)