เหนื่อยจังเลย
มีเพื่อนร่วมคลาสเห็นที่ไปช่วยงานโบว์ในเน็ต เลยให้ฉันช่วยงานมันบ้าง
ฉันส่งข้อมูลให้ทางเมล์ มันก็ว่าอ่านแล้ว
แต่เวลาที่ผ่านไป ทำให้รู้ว่ามันไม่ได้รับรู้หรือเข้าใจอะไรเพื่อไปใช้ในงานแต่งของตัวเองเลย
อย่างแรกที่มันทำหลังได้ฤกษ์มาคือไปซื้อแพ็กเกจก่อน
(เจ้าสาวหลายคนก็ทำอย่างนี้ ไม่เข้าใจเหมือนกัน หาที่จัดงานก่อนดีมั้ย เกิดโรงแรมที่เล็งไว้มันเต็มข้ามเดือนข้ามปีจะทำอย่างไร)
แล้วขอโทษนะคะ เป็นบู๊ธที่ออกในห้าง สตูฯที่ฉันแนะนำก็อยู่ในห้างนั้นแหละ จะไปดูก่อน แล้วมาเปรียบเทียบก็ยังดี
นี่เห็นถูกกว่าก็พุ่งเข้าไปแล้ว เสียเงินมัดจำ 60%
อยากจะบอกว่าคุณจะเอาอะไรกับชุดไม่กี่ชุดที่คุณเห็น สตูฯที่แนะนำไปก็ลองได้โดยที่ยังไม่ต้องจองก่อน
แล้วฉันก็ประกาศมาพันครั้งได้แล้วมั้งว่าเจ้าสาวทั้งหลาย ข้าพเจ้ามิได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับร้านใดๆ
ทุกอย่างได้มาจากการหาข้อมูล และแนะนำให้ตามความต้องการของท่านทั้งสิ้น
เพื่อนดูจะภูมิใจมากที่ในแพ็กเกจนั้น มันสามารถต่อรองขอPresentation และการ์ดมาด้วยได้
จากนั้นเป็นเรื่องของสถานที่
ตอนแรกมันก็ว่าจะเช่าหอประชุมโรงเรียนที่เพื่อนแม่ฉันสอนอยู่
โชคดีที่มันเปลี่ยนใจไปใช้ห้องประชุมของทอ.แทน
ก็นัดแนะไปดูสถานที่กันเรียบร้อย
เฮ่อ สมราคาอะ
ซุ้มดอกไม้ก็บ๊านบ้าน สแตนด์ก็มี 2-3 อัน
Foyer ก็เล็กๆ ทำให้โต๊ะลงทะเบียนเล็กตาม
แม้ผู้ดูแลสถานที่จะบอกว่าสามารถซื้อดอกไม้มาให้ช่างของโต๊ะจีนจัดเพิ่มได้ก็ตาม
นี่ถ้ามันจัดหอประชุมโรงเรียนขึ้นมาจริงๆ ฉันยังไม่รู้จะต้องลำบากกับเจ้าสาวจอมเขี้ยวนี่ขนาดไหนกัน
แบบว่า เค้กก็ไม่เอา เพราะไม่อยู่รวมในแพ็กเกจ ต้องจ่ายเพิ่มอีก 2 พันกว่าบาทไง
มันก็โอเคนะถ้ามองว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่ไอ้ที่ไม่เอาเพราะเซฟ 2 พันเนี่ยะ กรูจาบ้า
โต๊ะจีนก็เลือกเมนูที่ราคาถูกสุด (ทอ.ก็ถูกแล้วนะ เลือกเซทกลางๆหรือตัวท็อปก็ยังถูกกว่าโรงแรม 4 ดาวตั้งครึ่ง) แล้วมากระวีกระวาดอ่านเมนูต่อหน้าฉันเนี่ยะนะ
พี่โอน่ะเกลียดนักหนา บอกว่าดูออเดิร์ฟก็รู้แล้วว่าเซทไหน
จะเลี้ยงแขกก็ให้มันดีๆหน่อย ไหนว่าแต่งให้พ่อให้แม่ได้หน้า
เรียนมา-ทำงานมาระดับนี้ ขาดทุนนิดหน่อยแม่งทำอย่างกับจะตายให้ได้
แล้ววันที่นัดชิมอาหารซึ่งจะขอคุยเรื่องแบบซุ้มกับการตกแต่ง มันก็ไม่ได้ชวนฉันไปอย่างที่บอกวันไปดูสถานที่ แถมตัวเองก็ไม่คุยไปเลย
ฉันก็เลยเซ็งๆ ห่างๆไปหลายเดือน
จากนั้นก็โทรไปถามความคืบหน้าเสียหน่อย เดี๋ยวจะหาว่าไร้น้ำใจ
คุณพระ! ถ้าฉันไม่ถามเรื่องของชำร่วย มันคงนึกไม่ออกว่ายังไม่ได้คิดเลย
นัดและเลื่อนนัดกันอยู่หลายครั้ง กว่าจะได้ไปลงเอยที่จตุจักร
วันนั้นมันก็ขับรถมารับฉันที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามบ้าน ซึ่งเป็นป้ายใหญ่มาก
จริงๆมันผ่านบ่อย และอยู่ซีกเดียวกันของกรุงเทพฯ น่าจะรู้จัก
แต่ไม่เลย โทรเช็คกันจนฉันเสียอารมณ์
(ขอบอกว่ามันยังเบลอเรื่องป้ายรถเมล์บ้านฉันอีกหลายครั้ง signไม่ค่อยดีเลย)
ขับรถไป ขึ้นผิดสะพาน ก็หาว่าฉันไม่เตือน
(ก็ฉันอีกแหละที่ทักมันว่าออกผิดเลน เลยพาลขึ้นผิดสะพานไปเลย)
ของชำร่วยที่เป็นชุดกำยาน-จานเผา-เทียนหอมน่ะ โอเคนะ
แต่มันดันไปเอาตะเกียบ ซึ่งถูกกว่ากันกว่าครึ่ง
แล้วจะแพ็คยังไงล่ะ???
ก็เป็นฉันนี่แหละที่ไปซื้อซองพลาสติกกับลวดจากสำเพ็ง แล้วหากระดาษสาจาก B2S มาทำแพ็กเกจให้มัน
ช่วงนั้นก็ยุ่งๆๆ ทำได้วันละนิดวันละหน่อย
แต่บทคุณเธอจะเอาขึ้นมา ก็โทรมาก่อน 1 วัน
ฉันก็แหกตาทำจนเสร็จ
ปรากฏเธอขับรถมาเอาตอนบ่ายสาม ถามแล้วนะว่าจะเอากี่โมง พอมันรู้ว่าฉันอยู่บ้าน ก็เลยโทรมาตอนจะถึงบ้านอยู่แล้ว ไม่ให้ได้ขยับตัวทำอะไรเลย ดีนะคืนนั้นทำเสร็จ เช้าเลยซักผ้าแบบอย่าได้แคร์ เซ็งมาก
มีอยู่เสาร์นึง โทรมาบอกตอน 3 ทุ่มกว่า ว่าพรุ่งนี้จะเอาการ์ดไปแจก ช่วยพิมพ์ซองให้หน่อย
ฉันไม่ได้เปิดเมล์ไง กว่าจะเช็คอีก แล้วมันก็ edit ชื่อมาใหม่อีก
ฉันส่งไปไฟล์ที่ merge แล้วให้ตอน 5 ทุ่มกว่า พร้อมบอกวิธีสั่งพริ้นท์
มันก็ยังโทรมาอีก บอกว่าพริ้นท์ไม่ออก
ฉันก็บอกให้มันตั้งค่า page setup ใหม่
แล้วลองเอาซองสคส.เก่ามาลองพริ้นท์
มันก็พริ้นท์ แล้วบ่นมาในสายว่า เครื่องมันไปพริ้นท์ด้านฝาซอง เสียไปเลยซองนึง
ฉันก็อ้าว ไม่ได้เอาซองเก่ามาลองพริ้นท์หรอกเหรอ
มันก็บอกเปล่า กะว่าใช้ได้ก็ใช้ไปเลย
(ร้านมันให้ซองมา 300 ซองพอดีกับจำนวนการ์ดอะ)
ถามจริงๆ ใครควรจะอารมณ์เสีย ในเมื่อบอกไปแล้ว แล้วฉันก็ไม่ใช่เจ้าของพริ้นเตอร์ด้วย จะได้รู้ว่าต้องวางคว่ำหรือหงาย
วันรุ่งขึ้นยังแข็งใจโทรไปบอกมันว่าช่วยแวะไปเดินงานของ We Magazine ที่ Impact หน่อยเถอะ
เค้ามีแจกชุดแต่งงานฟรี 10 ชุดนะ
มันก็ไม่ยอมไป ทั้งที่ขับจากที่ทำงานเก่าที่มันจะไปแจกการ์ดได้
เฮ่อ!
ช่วงก่อนปิดเทอม
ฉันก็นัดไปดูบ้านมันเพื่อวางแผนงานเช้าและถือโอกาสเคลียร์เรื่องงานเย็นไปเลย เผิ่อจะไหวตัวขอ cancel ทัน อยู่ต่อท่าจะต้องเหนื่อยอีกเยอะ
มันก็มารับฉันเลทเป็นชั่วโมง แล้วมาขอโทษๆๆ
ถามก็บอกออกมาแล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าจะแวะซื้อของก่อน
ไปถึงก็เจอพ่อ คุยกันเรื่องงานเช้า
พ่อจะเอาพระ 9 รูปให้ได้ ทั้งที่ 5-7 น่าจะนั่งสบายๆ เข้าออกตัวบ้านสบายๆกว่า
แล้วก็จะให้นั่งหันหน้าเข้าหาทิศตะวันออก (ลืมบอก จัดงานตรงที่จอดรถที่มีหลังคายื่นออกจากตัวทาวน์เฮ้าส์น่ะ)
พอทัก พ่อก็บอกเดี๋ยวเอากันสาดลง เฮ่อ!
ส่วนเรื่องนิมนต์พระ ก็บอกว่าเดี๋ยวค่อยไปก็ได้ กูเซ็ง งานจะอีกเดือนนี่แล้ว
ขอโทษนะ ไอ้เรื่องดื้อตาใสของเพื่อนเนี่ยะ พอจะรู้แล้วว่ามาจากใคร
พอพ่อออกไปทำงาน
ก็คุยกับเพื่อนกับแฟนเพื่อนต่อ
แขกเกินไปจากที่จองไว้ 8 โต๊ะแน่ๆ มันก็ไม่ยอมเพิ่มโต๊ะ
นี่ยังไม่เผื่อที่มาเป็นคู่หรือมาเป็นครอบครัวนะ
ก็พ่อมันอะ เดินบอกชาวบ้านเค้าไปทั่วว่าลูกสาวจะแต่งงาน เค้าก็เลยจะถือโอกาสไปกินอาหารสโมสรให้รู้รสกันสักครั้ง
(พอจะนึกสภาพของงานนี้ออกหรือยังคะ)
ฉันก็บอกแล้ว ว่าแขกแถวบ้านเชิญเฉพาะงานเช้า แขกที่บ้านติดกัน ค่อยเชิญไปงานเย็นด้วย
มันก็ไม่คุยกับพ่อ แต่ฉันว่ามันไม่ยอมกระเด็นเงินมากกว่า
ของชำร่วยก็ไม่เพิ่ม โต๊ะก็ไม่เพิ่ม แล้วมันจะเอายังไง
มันบอกว่าเดี๋ยวไปซื้อยาแก้ปวดแบบกระปุกมาแจกดีกว่า
ฉันก็บอกว่าเฮ่ย นั่นเค้าแจกงานศพ
มันบอก เออ ได้ไอเดียจากงานศพนั่นแหละ
เรื่องโต๊ะ ก็ย้ายเพื่อนๆไปนั่งใน coffee shop ของสโมฯเอา
แล้วต้องให้เพื่อนถือแก้วเดินข้ามห้องมายืนรอดื่มอวยพรเหรอ?
ยังไงเพื่อนก็มาถึงงานก่อน แล้วแขกที่ไหนมันจะยอมมานั่งกินต่อ?
สตูฯก็ยังไม่ได้แก้ชุดให้ สังหรณ์ใจว่าจะต้องวิ่งหาชุดจากร้านอื่น ซึ่งก็ไม่รู้จะได้แบบไหน สีครีมหรือขาว ฉันเลยยังไม่ซื้อเวลให้ พอมันรู้เท่านั้นแหละ วี้ดมาในสาย
เมื่อเช้านี้ อุตส่าห์ตัดใจบอกแอร์ว่าฉันยอมโง่ไปช่วยมันดีกว่า
เปลี่ยนใจอีกรอบดีไหม
วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553
Precious Time#3
เรื่องช็อกๆเกิดขึ้นกับลุงเพราะฉันเอง
หลังจากที่ฉันเช็ดอึให้ลุงเป็นวันแรก วันรุ่งขึ้นลุงก็อึแต่เช้า แต่คราวนี้สีมันออกแดงและเยอะมาก ทั้งที่ไม่ได้กินมากทั้งน้ำและอาหาร ตอนนั้นฉันเฝ้าลุงคนเดียว
ฉันไปบอกพยาบาล พยาบาลมาดูแล้วบอกว่าอย่าเพิ่งเช็ดออก เดี๋ยวให้หมออินเทิร์นดูตอนราวนด์วอร์ด
หมออินเทิร์นคนหนึ่งมาดู แล้วก็สั่งให้เช็ดออก ฉันก็บอกลุงว่า นานหน่อยนะลุง ลุงอึเยอะน่ะ แต่เช็ดไปก็จะร้องไห้ไป เช็ดเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที
จากนั้นก็มีหมออินเทิร์นอีกคนมาดู พูดออกมาว่าอึเป็นเลือดเหรอ? สีเป็นยังไง? เยอะไหม? ฉันมองดูหน้าลุง ลุงทำหน้าตกใจแล้วก็มองเขม็งที่ฉันเหมือนไม่พอใจที่ฉันโกหกแก
ฉันออกมาหน้าวอร์ด ร้องไห้โทรเล่าอาการให้แม่กับจูนฟัง แม่บอกให้ 2 วัน จูนบอกให้ 3 วัน เลยโทรบอกน้องชายน้องสาวให้เตรียมชุดดำส่งมาที่นี่เลย
พอ 9 โมง ฉันลงจากหอผู้ป่วย ลงไปกินข้าว และเข้าร้านเน็ต
ไหนๆเขาก็ว่าลุงไม่รอดแน่แล้ว เลยจะไปหาข้อมูลว่าถ้าจะบริจาคร่างกายให้มหาวิทยาลัยในจังหวัด จะต้องทำอย่างไร ปรากฏว่าป้าสะใภ้โทรตาม บอกว่าลูกลุงคนโตที่เป็นพยาบาลโทรบอกว่าลุงอาการทรุด
จริงๆตอนนั้นเพิ่ง 11 โมง ยังเข้าวอร์ดไม่ได้ แต่ก็เดินดุ่มๆไป บอกยามว่า ญาติโคม่าค่ะ พยาบาลโทรตาม
ขึ้นไป เจ๊ก็เฝ้าอยู่ บอกว่าไข้ขึ้นสูง และความดันตก ตอนนี้ย้ายเตียงมาอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาลเลย พยาบาลจะได้สังเกตอาการได้ ที่บ้านก็กำลังเดินทางมา ส่วนพยาบาลที่วอร์ดก็เรียกฉันไปคุย บอกว่าจะให้ไปเสียที่บ้านหรือจะไว้ที่ร.พ. ถ้าเสียที่นี่ เอกสารจะเยอะ เอาออกยากนะ ฉันก็บอกว่าให้เสียที่นี่แหละค่ะ ไม่รู้มันกลัวจะเพิ่มเรคคอร์ดวอร์ดมันหรือไง พูดดังอย่างนั้น ฉันว่าถ้าลุงมีสติ ก็คงได้ยิน
พอป้ากับโกมา พยาบาลคนเดิมก็เรียกให้ไปเซ็นต์หนังสืออนุญาตไม่ให้ปั๊มหัวใจกรณีหัวใจหยุดเต้น ป้าก็ร้องไห้ โกก็สีหน้าไม่ดี
จากนั้น อาจารย์หมอแผนกทางเดินอาหารก็มากับหมออินเทิร์นหญิง เท่าที่เล่าให้ฟัง หมอบอกว่าไม่น่าใช่เลือดนะ แต่ยังไงก็จะส่องกล้องดูให้ ลุงได้ยินก็ดูซีดๆลงไปอีก
กลับจากส่องกล้อง พยาบาลก็สอดท่อทางจมูก เดรนออกมาเป็นสีน้ำตาลเหลือง มีเยื่อๆเหมือนมูกเลือดด้วย
ตอนเย็นหมอราวนด์วอร์ด ฉันเลยถามหมอว่าผลออกมาอย่างไร หมอบอกว่า สอดกล้องทางทวารหนักเข้าไป 20 ซม. ไม่เจออะไรนะ แต่ถ้าลุงอาการดีขึ้นแล้ว จะส่งส่องกล้องทางปาก แต่ที่สีอุจจาระเป็นอย่างนั้นมันเป็นผลจากยาที่ทานทุกมื้อเย็น -_-" แล้วก็ไม่บอก ถ้าลุงช็อกไปจะทำอย่างไร แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้ หมออินเทิร์นราวนด์ไม่พร้อมกัน ทีมนึงมี 3-4 คน บางคนแวะดูเตียงอื่นแล้วมาตามอ่านชาร์ตที่เพื่อนเขียน แล้วภูมิความรู้ก็คงไม่เท่ากัน
ตอนนั้นอาการลุงดีขึ้นแล้ว ฉันเลยบอกว่าคุยกับหมอแล้วนะ เป็นเรื่องเข้าใจผิด ลุงไม่ได้เป็นอะไร
ยิ่งหมอบอกวันนี้ไม่ต้องฉายรังสี ลุงยิ่งดูจะดีใจ ประมาณว่าคุ้มค่าที่ตกใจไป
หัวค่ำ แม่นั่งรถไฟมาถึง ก็ขึ้นไปเยี่ยมลุง ญาติบ้านอื่นก็ปิดร้านมาเยี่ยมลุง บ้านลุงเลยไปกินข้าวทุกคนโล่งใจที่ลุงอาการดีขึ้น
จากนั้นก็แวะส่งป้ามาเฝ้าลุงต่อจน 3 ทุ่ม ส่วนโกคนโตขับรถมาส่งแม่ ฉัน กับหลานๆ
ไม่ทันออกนอกเมือง โกคนกลางก็โทรมาบอกว่า ลุงอาการทรุดเหมือนตอนกลางวัน พยาบาลให้ตามญาติมาดูใจด้วย โกคนโตเลยต้องเอาเด็กๆไปส่งที่บ้านก่อน และรับป้าแท้ๆของฉันมาด้วย
ฉันเลือกที่จะอยู่บ้านกับพี่สะใภ้เพื่อดูแลหลานๆ ให้พี่น้องและลูกเค้าไปเฝ้ากันให้หมด โกคนเล็กที่ฉันอุตส่าห์ไม่เล่าอาการลุงให้ฟังก่อนแกตีรถกลับมาทำงานที่ฉะเชิงเทรา พอรู้ข่าว เลิกงานก็ต้องตีรถกลับขึ้นมาหาเตี่ยอีก
คืนนั้นหลานๆก็แสนดื้อ ให้นอนไม่นอน เลยโดนพี่สะใภ้เอาไม้มะยมสะกิดกันถ้วนหน้า
พอหลานนอน ฉันก็ยังหลับไม่ลง วันนี้แล้วหรือที่ต้องเสียลุงไป ก็เลยโทรหาจูน จูนโทรกลับมาหา คุยกันนานสองนาน แม่ก็กลับบ้านมา บอกว่าลุงอาการคงที่แล้ว สบายใจได้
****************************************
ที่จริง ระหว่างที่ดูแลลุง ทุกอย่างไม่ได้ดูง่ายอย่างที่เล่า
เวลาลุงอาการทรุด ญาติฉันบางคนก็ทำตัวน่าตบกะโหลก
เมื่อคนตรงเสียงดังอย่างแม่ไม่อยู่ ฉันเลยต้องทำหน้าที่แทน เหนื๊อย เหนื่อย
หลังจากที่ฉันเช็ดอึให้ลุงเป็นวันแรก วันรุ่งขึ้นลุงก็อึแต่เช้า แต่คราวนี้สีมันออกแดงและเยอะมาก ทั้งที่ไม่ได้กินมากทั้งน้ำและอาหาร ตอนนั้นฉันเฝ้าลุงคนเดียว
ฉันไปบอกพยาบาล พยาบาลมาดูแล้วบอกว่าอย่าเพิ่งเช็ดออก เดี๋ยวให้หมออินเทิร์นดูตอนราวนด์วอร์ด
หมออินเทิร์นคนหนึ่งมาดู แล้วก็สั่งให้เช็ดออก ฉันก็บอกลุงว่า นานหน่อยนะลุง ลุงอึเยอะน่ะ แต่เช็ดไปก็จะร้องไห้ไป เช็ดเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที
จากนั้นก็มีหมออินเทิร์นอีกคนมาดู พูดออกมาว่าอึเป็นเลือดเหรอ? สีเป็นยังไง? เยอะไหม? ฉันมองดูหน้าลุง ลุงทำหน้าตกใจแล้วก็มองเขม็งที่ฉันเหมือนไม่พอใจที่ฉันโกหกแก
ฉันออกมาหน้าวอร์ด ร้องไห้โทรเล่าอาการให้แม่กับจูนฟัง แม่บอกให้ 2 วัน จูนบอกให้ 3 วัน เลยโทรบอกน้องชายน้องสาวให้เตรียมชุดดำส่งมาที่นี่เลย
พอ 9 โมง ฉันลงจากหอผู้ป่วย ลงไปกินข้าว และเข้าร้านเน็ต
ไหนๆเขาก็ว่าลุงไม่รอดแน่แล้ว เลยจะไปหาข้อมูลว่าถ้าจะบริจาคร่างกายให้มหาวิทยาลัยในจังหวัด จะต้องทำอย่างไร ปรากฏว่าป้าสะใภ้โทรตาม บอกว่าลูกลุงคนโตที่เป็นพยาบาลโทรบอกว่าลุงอาการทรุด
จริงๆตอนนั้นเพิ่ง 11 โมง ยังเข้าวอร์ดไม่ได้ แต่ก็เดินดุ่มๆไป บอกยามว่า ญาติโคม่าค่ะ พยาบาลโทรตาม
ขึ้นไป เจ๊ก็เฝ้าอยู่ บอกว่าไข้ขึ้นสูง และความดันตก ตอนนี้ย้ายเตียงมาอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาลเลย พยาบาลจะได้สังเกตอาการได้ ที่บ้านก็กำลังเดินทางมา ส่วนพยาบาลที่วอร์ดก็เรียกฉันไปคุย บอกว่าจะให้ไปเสียที่บ้านหรือจะไว้ที่ร.พ. ถ้าเสียที่นี่ เอกสารจะเยอะ เอาออกยากนะ ฉันก็บอกว่าให้เสียที่นี่แหละค่ะ ไม่รู้มันกลัวจะเพิ่มเรคคอร์ดวอร์ดมันหรือไง พูดดังอย่างนั้น ฉันว่าถ้าลุงมีสติ ก็คงได้ยิน
พอป้ากับโกมา พยาบาลคนเดิมก็เรียกให้ไปเซ็นต์หนังสืออนุญาตไม่ให้ปั๊มหัวใจกรณีหัวใจหยุดเต้น ป้าก็ร้องไห้ โกก็สีหน้าไม่ดี
จากนั้น อาจารย์หมอแผนกทางเดินอาหารก็มากับหมออินเทิร์นหญิง เท่าที่เล่าให้ฟัง หมอบอกว่าไม่น่าใช่เลือดนะ แต่ยังไงก็จะส่องกล้องดูให้ ลุงได้ยินก็ดูซีดๆลงไปอีก
กลับจากส่องกล้อง พยาบาลก็สอดท่อทางจมูก เดรนออกมาเป็นสีน้ำตาลเหลือง มีเยื่อๆเหมือนมูกเลือดด้วย
ตอนเย็นหมอราวนด์วอร์ด ฉันเลยถามหมอว่าผลออกมาอย่างไร หมอบอกว่า สอดกล้องทางทวารหนักเข้าไป 20 ซม. ไม่เจออะไรนะ แต่ถ้าลุงอาการดีขึ้นแล้ว จะส่งส่องกล้องทางปาก แต่ที่สีอุจจาระเป็นอย่างนั้นมันเป็นผลจากยาที่ทานทุกมื้อเย็น -_-" แล้วก็ไม่บอก ถ้าลุงช็อกไปจะทำอย่างไร แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้ หมออินเทิร์นราวนด์ไม่พร้อมกัน ทีมนึงมี 3-4 คน บางคนแวะดูเตียงอื่นแล้วมาตามอ่านชาร์ตที่เพื่อนเขียน แล้วภูมิความรู้ก็คงไม่เท่ากัน
ตอนนั้นอาการลุงดีขึ้นแล้ว ฉันเลยบอกว่าคุยกับหมอแล้วนะ เป็นเรื่องเข้าใจผิด ลุงไม่ได้เป็นอะไร
ยิ่งหมอบอกวันนี้ไม่ต้องฉายรังสี ลุงยิ่งดูจะดีใจ ประมาณว่าคุ้มค่าที่ตกใจไป
หัวค่ำ แม่นั่งรถไฟมาถึง ก็ขึ้นไปเยี่ยมลุง ญาติบ้านอื่นก็ปิดร้านมาเยี่ยมลุง บ้านลุงเลยไปกินข้าวทุกคนโล่งใจที่ลุงอาการดีขึ้น
จากนั้นก็แวะส่งป้ามาเฝ้าลุงต่อจน 3 ทุ่ม ส่วนโกคนโตขับรถมาส่งแม่ ฉัน กับหลานๆ
ไม่ทันออกนอกเมือง โกคนกลางก็โทรมาบอกว่า ลุงอาการทรุดเหมือนตอนกลางวัน พยาบาลให้ตามญาติมาดูใจด้วย โกคนโตเลยต้องเอาเด็กๆไปส่งที่บ้านก่อน และรับป้าแท้ๆของฉันมาด้วย
ฉันเลือกที่จะอยู่บ้านกับพี่สะใภ้เพื่อดูแลหลานๆ ให้พี่น้องและลูกเค้าไปเฝ้ากันให้หมด โกคนเล็กที่ฉันอุตส่าห์ไม่เล่าอาการลุงให้ฟังก่อนแกตีรถกลับมาทำงานที่ฉะเชิงเทรา พอรู้ข่าว เลิกงานก็ต้องตีรถกลับขึ้นมาหาเตี่ยอีก
คืนนั้นหลานๆก็แสนดื้อ ให้นอนไม่นอน เลยโดนพี่สะใภ้เอาไม้มะยมสะกิดกันถ้วนหน้า
พอหลานนอน ฉันก็ยังหลับไม่ลง วันนี้แล้วหรือที่ต้องเสียลุงไป ก็เลยโทรหาจูน จูนโทรกลับมาหา คุยกันนานสองนาน แม่ก็กลับบ้านมา บอกว่าลุงอาการคงที่แล้ว สบายใจได้
****************************************
ที่จริง ระหว่างที่ดูแลลุง ทุกอย่างไม่ได้ดูง่ายอย่างที่เล่า
เวลาลุงอาการทรุด ญาติฉันบางคนก็ทำตัวน่าตบกะโหลก
เมื่อคนตรงเสียงดังอย่างแม่ไม่อยู่ ฉันเลยต้องทำหน้าที่แทน เหนื๊อย เหนื่อย
วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553
Precious Time#2
เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวเป็นแล้วนะคะ
วันนึง ถุงฉี่ลุงเกิดเต็มขึ้นมา
เลยต้องเปลี่ยนถุง ตอนทำก็มองแต่ที่พลาสติกเอา กลัวลุงเขิน
แต่ลุงคงรู้ว่าหลานเขินกว่า เลยดึงปากถุงที่จะมัดเอง
ส่วนอึเนี่ยะ วันนึงลุงแกอึตอนค่ำ
มีป้าแท้ๆ โกคนเล็ก และฉัน
คนอื่นวงแตกหมดเลย ขออยู่นอกม่านกันหมด
ก็เลยไปล้างกะละมัง ผสมน้ำตามปกติ
มาถึงก็เอาผ้าขวางที่เลอะอยู่แล้ว ปาดมัสตาร์ดครีมออกจากก้นก่อน
จากนั้นดึงผ้าออกมา ให้ส่วนที่สะอาดๆ มาอยู่ตรงก้นแทน
ขยายถุงหูหิ้วใบเล็ก ม้วนปากถุงออกเหมือนขอบโถ วางปลายเตียง
เอาทิชชูแผ่นใหญ่พับสี่ปาดผิวน้ำในกะละมัง แล้วเช็ดก้นและซอกขา ทิ้งกระดาษใส่ถุง
เวลาพลิกตัว ลุงจะเจ็บ ก็เลยให้โกซึ่งเป็นคนตัวใหญ่ จับขาชิด รวบขาแล้วยกให้สะโพกลอยจากที่นอนเหมือนเช็ดก้นเด็ก (แต่หนักกว่ามากมายเลย)
แล้วเช็ดซ้ำจนกระดาษขาวไม่ติดสีแล้ว
จากนั้นดึงผ้าขวางออกจากที่ลุงนอนทับมาทั้งหมดผืน
ม้วนๆๆเข้า ใส่ลงถังผ้าที่ไว้ใส่ผ้าเปื้อนโดยเฉพาะ
จากนั้นก็ล้างกะละมังตามปกติ มัดถุงหูหิ้วทิ้ง
ที่เหลือก็คือเปลี่ยนผ้าขวาง
เอาผ้าขวางขยุ้มเป็นแถวๆเหมือนพัดกระดาษสอดไปชิดตัว
จากนั้นช่วยกันสามคน พลิกตัวมาทางที่สอดผ้าไว้ ตัวลุงก็จะอยู่บนผ้าพอดี
คนที่อยู่อีกฟากของเตียงจะล้วงมือไปดึงมุมผ้าทั้งสองใต้ตัวลุงมาทางตัวเอง จนผ้าขึงเต็มผืน เหน็บชายไว้ใต้ที่นอน แล้วพลิกตัวลุงกลับมานอนหงาย จากนั้นก็ดึงชายผ้าด้านแรกไปเหน็บใต้ที่นอน เอวัง
ส่วนเรื่องเช็ดตัว เป็นเรื่องที่ทำผิดมาทั้งชีวิต
พยาบาลเดินผ่านตอนที่ฉันเช็ดตัวลุง เลยบอกว่าวิธีเช็ดตัวให้ไข้ลงเร็วๆ ต้องขึ้นเช็ดย้อนรูขุมขน
ที่ลำบากสุดคือการพลิกตัวเพื่อไม่ให้เกิดแผลกดทับ เพราะมารู้ว่าลุงมีแผลตรงร่องก้นเท่าฝ่ามือตอนเช็ดก้นแกนั่นแหละ แถมแกปวดต้นขาและคออย่างหนักเลย
ลูกของลุงคนโตที่เป็นพยาบาลตึกศัลยกรรมพอดีเลยลงมาช่วยจัดท่าให้ลุงนอนกึ่งตะแคง เพื่อให้ลมเป่าแผลที่ร่องก้น
เห็นลุงน้ำหนักไม่ถึง 40 กิโลนี่ 3 คนพลิกนะคะ สะบักคน หลังคน สะโพกคน
จับตะแคงซ้ายได้เท่านั้นแหละค่ะ เพราะแกปวดข้างขวามากกว่า
แต่เนื่องจากยกกันไม่ไหว เลยไม่ได้พลิกตัวทุก 1-2 ชั่วโมง
คราวนี้เลยเกิดแผลใหม่ตรงกระดูกข้างสะโพกซ้าย
ไอ้แผลกดทับนี่ แดงแล้วเหวอะ เหวอะแล้วดำ น่ากลัวมากเลย สะเก็ดก็ขึ้นช้า
คราวนี้เลยจำใจต้องพลิกขวา ซึ่งลุงทั้งร้องทั้งด่าไม่หยุดเลย กลายเป็นไม่แฮปปี้กับคนที่ดูแลไปเลย
ส่วนเรื่องกินยานี่ ลุงใจเด็ดมาก
ก่อนหน้านี้ ด้วยความหวังดี พยาบาลก็เอายาเม็ดปริมาณ 1 กำมือมาละลายน้ำให้ แล้วใครมันจะดูดหมดถ้วยไหวล่ะ ขมจะตาย
พอป้าสะใภ้ให้ฉันหิ้วโกร่งบดยามาร.พ. ลุงก็ขอให้บดแล้วตักมาใส่ช้อนในคำเดียวเลย แล้วเอาหลอดดูดน้ำจ่อตาม
แต่กินง่ายๆอย่างนี้ แกก็บอกว่าตอนกลืนทรมานนะ
ข้าวกับโจ๊กแกก็เบื่อ เพราะกินมาเป็นปีๆแล้ว
รอบนี้ข้าวต้ม-โจ๊กทิ้งทุกรอบ ทั้งที่แบ่งใส่ถ้วยให้ลุงต่างหากแล้ว ก็ไม่มีใครยอมกินที่เหลือในถุง
ยังบอกป้าสะใภ้เลยว่าไม่ต้องเปลืองแรงต้มแล้ว หาซื้ออาหารอ่อนเปรี้ยวๆหวานๆให้แกกินชุ่มคอดีกว่า
ลุงเลยได้กินน้ำเฉาก๊วยที่มีเนื้อเป็นเส้นๆ รังนก วุ้น แทน
ขนาดอาหารร.พ.ที่ขึ้นชื่อว่าไม่อร่อย แถมไม่มีมาจำแนกว่าคนนี้ต้องจำกัดโซเดียม-ไขมัน-น้ำตาล หรือต้องกินอาหารอ่อน ทุกคนต้องกินเหมือนกัน แกยังกินไม่ได้
แล้วคนที่มีเมียทำอาหารเก่งขนาดที่ไม่ว่าจะไปแสบซ่าที่ไหน ก็ต้องกลับมากินอาหารฝีมือเมียตลอด จะทรมานขนาดไหน
เวลาที่เค้ายกถาดอาหารแจก ลุงแกมองตาม สงสารแกนะ
คุณป้าร้านซัพพลายเออร์ซื้อองุ่นมาฝาก ขนาดลอกเปลือกออก เหลือเนื้อใสๆ แล้วเอาสันช้อนชาสับเละๆ แกยังเคี้ยวไม่ไหว ได้แต่ดูดน้ำฉ่ำๆ แล้วคายกากออกมา
ถึงแกจะกินได้ไม่ถึง 1 ถ้วยน้ำปลาต่อมื้อเหมือนเดิม แต่ต่อมา หมอก็สั่งให้ให้อาหารทางสายยาง
คราวนี้แหละ ทรมานสุดๆ เพราะต้องสอดท่อจากจมูกไปถึงกระเพาะ
เทคนิคการสอดท่อคือ ห้ามอ้าปาก ไม่งั้นมันจะออกปากแทน
ทีนี้ลุงร้อง มันก็ออกปาก พยาบาลต้องดึงออกมาเพื่อสอดเข้าไปใหม่ มีคราบเลือดติดมาด้วย
พอสอดใหม่ เลยต้องดันคางกับปิดปากแกด้วย สงสารจับใจ สอดถึง 4 ครั้งกว่าจะได้
จากนั้นก็ติดพลาสเตอร์แบบเหนียวมากยึดสายกับปลายจมูก
แต่แหม ตอนป้อนนี่ท่าทางสนุก
พยาบาลชงอาหารใส่กระบอกพลาสติกแก้วบิ๊กมา เปิดจุกสายยางที่ต่อไว้แล้วต่อไซริง แล้วเทอาหารลงไซริงไป อาหารไหลฮวบๆๆเลย เติมใส่ไซริงจนหมดกระบอก ท่าทางแกจึงสดชื่นขึ้นมาได้ หน้าใสเชียวคราวนี้ แต่ดูเหมือนแกจะปากแห้ง เลยอยากอมอะไรเปรี้ยวๆหวานๆบ้าง
เฮ่อ ผักก็ไม่กิน นมก็ไม่ชอบ โยเกิร์ตก็ไม่แตะ ซื้อไอศกรีมถ้วยมาป้อนก็ไม่เอา
พูดถึงเรื่องปากแห้ง นภาพรแอบงก รอให้น้องแบ่งวาสลีนในกระปุกส่งมา เพราะลำพังตัวเองชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด ที่จำใจซื้อก็เพราะไม่มีไซส์เหมาะๆ วันแรกๆลุงเลยโดนปาดลิปกลอสจนปากแดงระยับด้วยกลิตเตอร์เป็นพระเอกลิเกเลย ไม่ทาก็ไม่ไหว แกพูดตลอดเวลาแม้บางช่วงที่ไม่มีเสียง ปากจึงยิ่งแห้ง หลุดเป็นขุย มุมปากก็เป็นแผล ตามประสาคนได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
เสมหะก็เยอะและเหนียวมาก ไม่รู้เพราะข้างในติดเชื้อ หรือตามประสาคนสูบบุหรี่มา 50 ปี
พอสะกิด ก็ต้องเอาทิชชูพับครึ่ง รอลุงแลบปลายลิ้นที่มีเสมหะติดออกมา แล้วให้เราปาดทิ้ง
เวลาไอก็ไอแห้งมากตามประสาคนแรงไม่มี ดีที่ไม่ไอจนตัวโยนแค่นั้นเอง
เวลานอนเฉยๆแต่ปวด แกไม่ร้องนะคะ แต่จะยกแขนข้างที่ปวดขึ้นมาสะบัด แล้วก็บีบๆ
เลยช่วยนวดให้ ถ้าเป็นช่วงที่จะเช็ดตัวพอดี ก็จะรอให้ถึงตอนทาโลชั่นเลย จะได้นวดง่ายๆขึ้น
แกพูดอะไรเยอะมาก แต่เสียงออกเป็นช่วงๆ
เสียดายจริงๆที่ไม่อาจแบ่งปันความทรงจำในชีวิตกับแกได้
อย่างตอนหม่าม้าจูนป่วย ก็ยังเล่าเป็นเรื่องเป็นราว หยิบอัลบั้มรูปให้ดูได้
อย่างลุงนี่ ป้าสะใภ้ยังเข้าใจผิดว่าแกหลงแล้ว
ถ้าคนหลงจริงๆ คงไม่บังเอิญทักชื่อและคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่มาเยี่ยมได้ตลอดหรอก
เรื่องหลงน่าจะเป็นเรื่องการรับรส ตอนที่ป้อนองุ่นแล้วแกบอกว่าส้มหวาน ไม่กินแล้วนั่นแหละ
แหม๊ บอกเองว่าจะกินองุ่น แล้วจะป้อนส้มได้ยังไง -_-"
เวลาหลานมาเยี่ยม ลุงแกดีใจนะคะ ตาวาวเหมือนเด็กอ่อนที่มีคนมาส่งยิ้มและคุยด้วย แต่แกยิ้มไม่ได้มาก อย่าว่าแต่อุ้มเลย โอบก็ไม่ไหว
แม่ซึ่งมาเยี่ยมลุงเสาร์-อาทิตย์เห็นแล้วก็ได้แต่บอกว่า สงสารๆ
ใจอยากทำสารคดีให้พวกสูบบุหรี่ดู เตือนแล้วไม่ฟัง
มันไม่ได้ป่วยทันตาหรอกนะ แต่พอมาก็ไม่ให้เวลาแก้ตัวเลยล่ะ
แล้วก็มาเป็นในช่วงที่ควรจะมีชีวิตอยู่ชื่นใจในการเติบโตของหลาน ชื่นชมในความสำเร็จของลูก
และอยู่เป็นเพื่อนภรรยาในตอนแก่
ป้าสะใภ้ถึงกับสาปส่งบุหรี่ เพราะมันบั่นทอนชีวิตสามีแก และทำให้แกเหนื่อยยากและอมทุกข์อยู่นี่ไง
วันนึง ถุงฉี่ลุงเกิดเต็มขึ้นมา
เลยต้องเปลี่ยนถุง ตอนทำก็มองแต่ที่พลาสติกเอา กลัวลุงเขิน
แต่ลุงคงรู้ว่าหลานเขินกว่า เลยดึงปากถุงที่จะมัดเอง
ส่วนอึเนี่ยะ วันนึงลุงแกอึตอนค่ำ
มีป้าแท้ๆ โกคนเล็ก และฉัน
คนอื่นวงแตกหมดเลย ขออยู่นอกม่านกันหมด
ก็เลยไปล้างกะละมัง ผสมน้ำตามปกติ
มาถึงก็เอาผ้าขวางที่เลอะอยู่แล้ว ปาดมัสตาร์ดครีมออกจากก้นก่อน
จากนั้นดึงผ้าออกมา ให้ส่วนที่สะอาดๆ มาอยู่ตรงก้นแทน
ขยายถุงหูหิ้วใบเล็ก ม้วนปากถุงออกเหมือนขอบโถ วางปลายเตียง
เอาทิชชูแผ่นใหญ่พับสี่ปาดผิวน้ำในกะละมัง แล้วเช็ดก้นและซอกขา ทิ้งกระดาษใส่ถุง
เวลาพลิกตัว ลุงจะเจ็บ ก็เลยให้โกซึ่งเป็นคนตัวใหญ่ จับขาชิด รวบขาแล้วยกให้สะโพกลอยจากที่นอนเหมือนเช็ดก้นเด็ก (แต่หนักกว่ามากมายเลย)
แล้วเช็ดซ้ำจนกระดาษขาวไม่ติดสีแล้ว
จากนั้นดึงผ้าขวางออกจากที่ลุงนอนทับมาทั้งหมดผืน
ม้วนๆๆเข้า ใส่ลงถังผ้าที่ไว้ใส่ผ้าเปื้อนโดยเฉพาะ
จากนั้นก็ล้างกะละมังตามปกติ มัดถุงหูหิ้วทิ้ง
ที่เหลือก็คือเปลี่ยนผ้าขวาง
เอาผ้าขวางขยุ้มเป็นแถวๆเหมือนพัดกระดาษสอดไปชิดตัว
จากนั้นช่วยกันสามคน พลิกตัวมาทางที่สอดผ้าไว้ ตัวลุงก็จะอยู่บนผ้าพอดี
คนที่อยู่อีกฟากของเตียงจะล้วงมือไปดึงมุมผ้าทั้งสองใต้ตัวลุงมาทางตัวเอง จนผ้าขึงเต็มผืน เหน็บชายไว้ใต้ที่นอน แล้วพลิกตัวลุงกลับมานอนหงาย จากนั้นก็ดึงชายผ้าด้านแรกไปเหน็บใต้ที่นอน เอวัง
ส่วนเรื่องเช็ดตัว เป็นเรื่องที่ทำผิดมาทั้งชีวิต
พยาบาลเดินผ่านตอนที่ฉันเช็ดตัวลุง เลยบอกว่าวิธีเช็ดตัวให้ไข้ลงเร็วๆ ต้องขึ้นเช็ดย้อนรูขุมขน
ที่ลำบากสุดคือการพลิกตัวเพื่อไม่ให้เกิดแผลกดทับ เพราะมารู้ว่าลุงมีแผลตรงร่องก้นเท่าฝ่ามือตอนเช็ดก้นแกนั่นแหละ แถมแกปวดต้นขาและคออย่างหนักเลย
ลูกของลุงคนโตที่เป็นพยาบาลตึกศัลยกรรมพอดีเลยลงมาช่วยจัดท่าให้ลุงนอนกึ่งตะแคง เพื่อให้ลมเป่าแผลที่ร่องก้น
เห็นลุงน้ำหนักไม่ถึง 40 กิโลนี่ 3 คนพลิกนะคะ สะบักคน หลังคน สะโพกคน
จับตะแคงซ้ายได้เท่านั้นแหละค่ะ เพราะแกปวดข้างขวามากกว่า
แต่เนื่องจากยกกันไม่ไหว เลยไม่ได้พลิกตัวทุก 1-2 ชั่วโมง
คราวนี้เลยเกิดแผลใหม่ตรงกระดูกข้างสะโพกซ้าย
ไอ้แผลกดทับนี่ แดงแล้วเหวอะ เหวอะแล้วดำ น่ากลัวมากเลย สะเก็ดก็ขึ้นช้า
คราวนี้เลยจำใจต้องพลิกขวา ซึ่งลุงทั้งร้องทั้งด่าไม่หยุดเลย กลายเป็นไม่แฮปปี้กับคนที่ดูแลไปเลย
ส่วนเรื่องกินยานี่ ลุงใจเด็ดมาก
ก่อนหน้านี้ ด้วยความหวังดี พยาบาลก็เอายาเม็ดปริมาณ 1 กำมือมาละลายน้ำให้ แล้วใครมันจะดูดหมดถ้วยไหวล่ะ ขมจะตาย
พอป้าสะใภ้ให้ฉันหิ้วโกร่งบดยามาร.พ. ลุงก็ขอให้บดแล้วตักมาใส่ช้อนในคำเดียวเลย แล้วเอาหลอดดูดน้ำจ่อตาม
แต่กินง่ายๆอย่างนี้ แกก็บอกว่าตอนกลืนทรมานนะ
ข้าวกับโจ๊กแกก็เบื่อ เพราะกินมาเป็นปีๆแล้ว
รอบนี้ข้าวต้ม-โจ๊กทิ้งทุกรอบ ทั้งที่แบ่งใส่ถ้วยให้ลุงต่างหากแล้ว ก็ไม่มีใครยอมกินที่เหลือในถุง
ยังบอกป้าสะใภ้เลยว่าไม่ต้องเปลืองแรงต้มแล้ว หาซื้ออาหารอ่อนเปรี้ยวๆหวานๆให้แกกินชุ่มคอดีกว่า
ลุงเลยได้กินน้ำเฉาก๊วยที่มีเนื้อเป็นเส้นๆ รังนก วุ้น แทน
ขนาดอาหารร.พ.ที่ขึ้นชื่อว่าไม่อร่อย แถมไม่มีมาจำแนกว่าคนนี้ต้องจำกัดโซเดียม-ไขมัน-น้ำตาล หรือต้องกินอาหารอ่อน ทุกคนต้องกินเหมือนกัน แกยังกินไม่ได้
แล้วคนที่มีเมียทำอาหารเก่งขนาดที่ไม่ว่าจะไปแสบซ่าที่ไหน ก็ต้องกลับมากินอาหารฝีมือเมียตลอด จะทรมานขนาดไหน
เวลาที่เค้ายกถาดอาหารแจก ลุงแกมองตาม สงสารแกนะ
คุณป้าร้านซัพพลายเออร์ซื้อองุ่นมาฝาก ขนาดลอกเปลือกออก เหลือเนื้อใสๆ แล้วเอาสันช้อนชาสับเละๆ แกยังเคี้ยวไม่ไหว ได้แต่ดูดน้ำฉ่ำๆ แล้วคายกากออกมา
ถึงแกจะกินได้ไม่ถึง 1 ถ้วยน้ำปลาต่อมื้อเหมือนเดิม แต่ต่อมา หมอก็สั่งให้ให้อาหารทางสายยาง
คราวนี้แหละ ทรมานสุดๆ เพราะต้องสอดท่อจากจมูกไปถึงกระเพาะ
เทคนิคการสอดท่อคือ ห้ามอ้าปาก ไม่งั้นมันจะออกปากแทน
ทีนี้ลุงร้อง มันก็ออกปาก พยาบาลต้องดึงออกมาเพื่อสอดเข้าไปใหม่ มีคราบเลือดติดมาด้วย
พอสอดใหม่ เลยต้องดันคางกับปิดปากแกด้วย สงสารจับใจ สอดถึง 4 ครั้งกว่าจะได้
จากนั้นก็ติดพลาสเตอร์แบบเหนียวมากยึดสายกับปลายจมูก
แต่แหม ตอนป้อนนี่ท่าทางสนุก
พยาบาลชงอาหารใส่กระบอกพลาสติกแก้วบิ๊กมา เปิดจุกสายยางที่ต่อไว้แล้วต่อไซริง แล้วเทอาหารลงไซริงไป อาหารไหลฮวบๆๆเลย เติมใส่ไซริงจนหมดกระบอก ท่าทางแกจึงสดชื่นขึ้นมาได้ หน้าใสเชียวคราวนี้ แต่ดูเหมือนแกจะปากแห้ง เลยอยากอมอะไรเปรี้ยวๆหวานๆบ้าง
เฮ่อ ผักก็ไม่กิน นมก็ไม่ชอบ โยเกิร์ตก็ไม่แตะ ซื้อไอศกรีมถ้วยมาป้อนก็ไม่เอา
พูดถึงเรื่องปากแห้ง นภาพรแอบงก รอให้น้องแบ่งวาสลีนในกระปุกส่งมา เพราะลำพังตัวเองชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด ที่จำใจซื้อก็เพราะไม่มีไซส์เหมาะๆ วันแรกๆลุงเลยโดนปาดลิปกลอสจนปากแดงระยับด้วยกลิตเตอร์เป็นพระเอกลิเกเลย ไม่ทาก็ไม่ไหว แกพูดตลอดเวลาแม้บางช่วงที่ไม่มีเสียง ปากจึงยิ่งแห้ง หลุดเป็นขุย มุมปากก็เป็นแผล ตามประสาคนได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
เสมหะก็เยอะและเหนียวมาก ไม่รู้เพราะข้างในติดเชื้อ หรือตามประสาคนสูบบุหรี่มา 50 ปี
พอสะกิด ก็ต้องเอาทิชชูพับครึ่ง รอลุงแลบปลายลิ้นที่มีเสมหะติดออกมา แล้วให้เราปาดทิ้ง
เวลาไอก็ไอแห้งมากตามประสาคนแรงไม่มี ดีที่ไม่ไอจนตัวโยนแค่นั้นเอง
เวลานอนเฉยๆแต่ปวด แกไม่ร้องนะคะ แต่จะยกแขนข้างที่ปวดขึ้นมาสะบัด แล้วก็บีบๆ
เลยช่วยนวดให้ ถ้าเป็นช่วงที่จะเช็ดตัวพอดี ก็จะรอให้ถึงตอนทาโลชั่นเลย จะได้นวดง่ายๆขึ้น
แกพูดอะไรเยอะมาก แต่เสียงออกเป็นช่วงๆ
เสียดายจริงๆที่ไม่อาจแบ่งปันความทรงจำในชีวิตกับแกได้
อย่างตอนหม่าม้าจูนป่วย ก็ยังเล่าเป็นเรื่องเป็นราว หยิบอัลบั้มรูปให้ดูได้
อย่างลุงนี่ ป้าสะใภ้ยังเข้าใจผิดว่าแกหลงแล้ว
ถ้าคนหลงจริงๆ คงไม่บังเอิญทักชื่อและคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่มาเยี่ยมได้ตลอดหรอก
เรื่องหลงน่าจะเป็นเรื่องการรับรส ตอนที่ป้อนองุ่นแล้วแกบอกว่าส้มหวาน ไม่กินแล้วนั่นแหละ
แหม๊ บอกเองว่าจะกินองุ่น แล้วจะป้อนส้มได้ยังไง -_-"
เวลาหลานมาเยี่ยม ลุงแกดีใจนะคะ ตาวาวเหมือนเด็กอ่อนที่มีคนมาส่งยิ้มและคุยด้วย แต่แกยิ้มไม่ได้มาก อย่าว่าแต่อุ้มเลย โอบก็ไม่ไหว
แม่ซึ่งมาเยี่ยมลุงเสาร์-อาทิตย์เห็นแล้วก็ได้แต่บอกว่า สงสารๆ
ใจอยากทำสารคดีให้พวกสูบบุหรี่ดู เตือนแล้วไม่ฟัง
มันไม่ได้ป่วยทันตาหรอกนะ แต่พอมาก็ไม่ให้เวลาแก้ตัวเลยล่ะ
แล้วก็มาเป็นในช่วงที่ควรจะมีชีวิตอยู่ชื่นใจในการเติบโตของหลาน ชื่นชมในความสำเร็จของลูก
และอยู่เป็นเพื่อนภรรยาในตอนแก่
ป้าสะใภ้ถึงกับสาปส่งบุหรี่ เพราะมันบั่นทอนชีวิตสามีแก และทำให้แกเหนื่อยยากและอมทุกข์อยู่นี่ไง
Precious Time#1
ต้นเดือนกุมภาฯ ฉันได้รับข่าวที่ทำให้หวั่นใจว่าจะได้อยู่ช่วยงานแต่งโบว์หรือไม่ และเป็นเหตุผลที่ไม่รับปากจัดงานแต่งให้พี่ที่ป.โทด้วย
ป้าสะใภ้โทรมาบอกแม่ว่า พี่ชายคนที่ 3 ของแม่ที่เราเข้าใจว่าแกป่วยด้วยโรคข้อรูมาตอยด์ ถูกหมอที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 แล้ว
พอเสร็จงานโบว์ ฉันก็เตรียมขึ้นไปเยี่ยมลุง สัปดาห์นั้นเป็นวันหยุดยาว แม่ซึ่งเดิมตั้งใจจะขึ้นไปด้วยเกิดเป็นหวัดขึ้นมา เลยยังไม่กล้าขึ้นไปเยี่ยม ด้วยกลัวจะนำเชื้อหวัดไปแพร่ให้ลุง
ช่วงสายของวันที่ 2 มี.ค. ระหว่างที่ฉันนั่งซักผ้าอยู่ แม่โทรมาจากที่ทำงานว่าลุงอาการทรุดแล้ว ฉันจึงเตรียมเก็บกระเป๋าเพื่อเดินทางคืนนั้น
สิ่งเดียวที่ฉันไม่ได้เตรียม คือขนมไหว้พระจันทร์...ของโปรดของลุง
นี่เป็นการเดินทางไกลตามลำพังยามค่ำคืนครั้งแรกของฉัน รถขบวนนี้ไปสิ้นสุดที่สถานีในตัวเมืองซึ่งฉันสามารถเดินเท้าไปที่ร.พ.ได้โดยไม่ต้องรบกวนให้ลูกเมียลุงเสียเวลามารับ
ตู้ที่ฉันนั่งโล่งมาก คนนั่งไม่เกิน 15 คน แถมยังลงแล้วมีคนสลับขึ้นมาแทนระหว่างทางอีกต่างหาก จอดรอสลับรางตามสถานีเล็กๆก็บ่อย ด้วยความระแวดระวังจากการเดินทางเพียงคนเดียว ฉันจึงหลับๆตื่นๆ ไปหลับลึกก็ตอนเลยพิจิตรแล้ว และไปตื่นเอาตอนได้ยินเสียงประกาศจากสถานีปลายทางนั่นแหละ
จ่ายเงินเข้าห้องน้ำไปซักแห้งตัวเอง จากนั้นหาโจ๊กกินเพราะเจ็บคอ แล้วก็เดินเลาะตลาดไปโรงพยาบาล
เจอโรงพยาบาลแล้วยังหลงตึก ก็ป้ายเค้าไม่ได้ชัดเจนอย่างร.พ.ศิริราชนี่ ดีที่ได้ยามช่วยบอกทาง เมื่อเจอตึกแล้วก็โทรบอกป้าสะใภ้ว่าถึงแล้ว และถามว่าลุงรู้อาการตัวเองแค่ไหน จะได้ไม่พูดอะไรที่ทำให้แกจับได้ว่าเราปกปิดแกอยู่
โชคดีที่ถึงตึก 6 โมงเช้าซึ่งเป็นเวลาที่เปิดให้เข้าเยี่ยมผู้ป่วยพอดี
หอผู้ป่วยออร์โทปิดิกส์ต่างจากที่ฉันคิดไว้มาก เก้าอี้ของญาติเป็นเก้าอี้ไม้สี่เหลี่ยมขาเหล็ก ไม่มีโต๊ะอาหารที่เลื่อนขึ้น-ลงได้ให้ผู้ป่วย หอนี้อัดกันทั้งหมด 6 แถว 32 เตียง เตียงเก่าอย่างกับใช้มาตั้งแต่ต้นศตวรรษ
ป้าแป๊ว-แม่ของพี่สะใภ้-มาช่วยเฝ้าไข้เมื่อคืน แกอาศัยเตียงพับกางปูนอนตรงซอกข้างเตียงนั่นแหละ
เท่าที่รู้ญาติของผู้ป่วยเตียงอื่น ปูเสื่อนอนตรงซอกข้างเตียงบ้าง ทางเดินปลายเตียงผู้ป่วยบ้าง ใต้เตียงผู้ป่วยก็มี
สภาพของลุงผอมไปมากจาก ต.ค. 51 ที่แม่ส่งไปเป็นเพื่อนลุงพบหมอตามนัด เผื่อจะคุยกับหมอได้รู้เรื่องว่าลุงเป็นอะไรแน่
ลุงซึ่งผิวคล้ำอยู่แล้ว หน้าดูออกสีน้ำเงิน เมื่อคืนแกฉายโคบอลต์-60 เป็นครั้งแรก และอาเจียนมากมาย
ผมหงอกมากขึ้น ผิวหนังเหี่ยวลีบ เป็นขุยจากความแห้งกร้าน และตกสะเก็ดที่ตาตุ่มจากการกดทับที่นอน ไม่มีสายระโยงระยางใดๆ การขับถ่ายอาศัยผ้าอ้อมผู้ใหญ่รองรับ
เช้านี้ลุงกินข้าวประมาณ 1 ถ้วยน้ำปลา (วันอื่นก็ไม่ได้กินไปมากกว่านี้) ตามด้วยนมหวานตราวัวแดงเกือบหมดกล่องโชว์หลาน
ลุงหลับโดยที่ตาปิดไม่สนิท และหลับสั้นแค่ไม่กี่นาที จับจุดได้ว่าแกหลับตอนที่ได้ยินเสียงกรนเบาๆนั่นแหละ
ขอตัวจากป้าแป๊วไปซื้อของใช้ที่จำเป็นใน 7-11ให้ลุง ป้าสะใภ้แกคงนึกไม่ออก ไม่เหมือนบ้านเราที่ลูกของแม่ admit มาแล้วทุกคน รายการของใช้จึงติดอยู่ในหัว
พอฉันขึ้นมา ป้าแป๊วก็ขอตัวกลับ วันนี้แกต้องไปติดต่อราชการพร้อมพี่สะใภ้ที่อำเภอแก
ระหว่างลุงหลับ ฉันนั่งรอป้าสะใภ้ หวังให้แกมาถึงโดยไว ระหว่างนั้นหมอก็ราวนด์วอร์ดเช้า
มีผู้ชายผิวขาวร่างสูงโปร่ง ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวเดินอยู่แถวแรก ฉันยังนึกอยู่เลยว่า เฮอะๆ ญาติผู้ป่วยคนนี้ดูดีใช้ได้
ไม่นานผู้ชายคนนี้มองหน้าฉัน แล้วรีบเดินตรงมาฉันซึ่งอยู่แถวท้ายสุดของวอร์ด ระหว่างที่เดินก็มองหน้าฉันด้วย
เขาแนะนำตัวว่าเป็นหมอที่ดูแลลุง (โล่งอก!) และถามว่าฉันเป็นอะไรกับผู้ป่วย ฉันก็บอกว่าเป็นหลานมาจากกรุงเทพฯ หมอเลยขอคุยเคสของลุง
หมอบอกว่า ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่ารักษาที่ไหน-รักษาโรคอะไรมา แต่พอมาถึงหมอ ก็พบว่าลุงเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย และลามไปถึงกระดูกคอซึ่งเป็นทางผ่านของเส้นประสาทเสียแล้ว การรักษาตอนนี้จึงเป็นแบบประคับประคอง ให้ผู้ป่วยมีอาการปวดน้อยลง แต่เรื่องการรักษามะเร็งนั้น คงทำไม่ได้แล้วเนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยดูจะรับไม่ไหว และหมอขออนุญาตที่จะรักษาอาการต่างๆคือ ถ้าหอบ จะให้ออกซิเจน แต่ถ้าหัวใจหยุดเต้น ก็จะไม่ปั๊มขึ้นมา เพราะนั่นเท่ากับให้ผู้ป่วยมีชีวิตเพื่อทรมานต่อไป อันนี้หมอขอพูดไว้ก่อนเพราะไม่ทราบว่าลุงจะเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นเมื่อไหร่ หมออยากให้ฉันช่วยชี้แจงกับครอบครัวด้วย
ที่นี่ ญาติต้องออกจากหอผู้ป่วยระหว่าง 9-12 น. เมื่อป้าสะใภ้มา จึงได้โอกาสเล่าเสริมว่า ลุงเข้าร.พ.เอกชนเก่าแก่ของจังหวัดเมื่อตอนปีใหม่ พออาการดีขึ้นก็ออกจากร.พ. ไม่นานอาการก็เกิดซ้ำ ไม่รู้จะทำยังไง แกปวดไม่หาย พามาร.พ.ประจำจังหวัดก็ถูกปฏิเสธไป 2 ครั้ง เลยพาไปร.พ.เอกชนอีกแห่งที่คุณหมอท่านนี้ทำควบอยู่ ท่านก็ทำหนังสือส่งตัวมาที่ร.พ.นี้ และได้ส่งตรวจโดยละเอียด จนพบว่าลุงไม่ใช่โรคกระดูก หากแต่เป็นมะเร็งที่ลามมายังกระดูกเสียแล้ว
ฉันก็เล่าให้ป้าสะใภ้ฟังว่าหมอพูดอย่างไรบ้าง ป้าบอกว่า หมอเขาก็เคยพูด แต่ป้าไม่เข้าใจ (อันนี้หมอ แม่ และฉันลงมติกันในภายหลังว่า ป้าสะใภ้แกเกิดกลไกทางจิตแบบ denial) หลานมาก็ดีแล้วจะได้อยู่คุยกับหมอ ว่าแล้วแกก็ร้องไห้ บอกไม่รู้ว่าคราวแกใครจะอยู่ดูแล ว่าแล้วแกก็บ่นลูกและลูกสะใภ้ตามระเบียบจนหลับไป
ดีที่ป้าได้หลับบ้าง
แต่ไหนแต่ไรแกเป็นคนตื่นเช้า ไปตลาด ทำอาหาร เปิดร้าน ทำงานบ้าน
ถ้าลุงยังไม่ตื่น แกก็จะขายของ ปะยาง เติมลมให้ลูกค้าที่จะออกไปท้องไร่ท้องนาด้วย
เมื่อลูกแต่งงานมีหลานให้แก แกก็มีหน้าที่ดูแลเด็กเล็กเพิ่มขึ้นมา
แต่พอลุงมาป่วยเสียอย่างนี้ พี่สะใภ้เลยต้องรับเลี้ยงลูกของพี่น้องสามี ส่วนโกคนกลางก็ดูแลร้านคนเดียว
***************************************
ฉันพักที่บ้านของลุง
ขึ้นรถไฟเที่ยว 7 โมงที่สถานีใกล้บ้านขนาดเดินไปได้ เข้าตัวเมืองที่ห่างไป 2 สถานี พร้อมกับคนอื่นที่เข้าไปทำงานหรือเรียน
อารมณ์คล้ายๆ BTS หรือ MRT คือไม่ได้นั่งเลย แต่มีความร้อนและเหม็นแถมมาด้วย เพราะคนมักยืนออกันตรงประตูพร้อมกระจาดหรือถุงผัก ที่ยืนว่างๆเลยอยู่ใกล้ห้องน้ำอะค่ะ
ถ้าเมื่อวานไม่ได้กินข้าวเย็น ก็แวะซื้อปาท่องโก๋ ข้าวเหนียวปิ้ง อะไรพวกนี้ตรงตลาดรถไฟ เดินกินไปถึงโรงพยาบาลก็หมด แวะซื้อน้ำแข็งถุงเล็กมาแช่นมและรังนกของลุง
ขึ้นวอร์ดมาผลัดกับกะกลางคืน ซึ่งถ้าไม่เป็นป้าแท้ๆของฉัน ก็จะเป็นลูกชายคนโตของลุง
ถ้าไม่ทันหมอราวนด์วอร์ด ก็อัพเดทอาการกับกะกลางคืน แล้วรับช่วงเก็บทำที่เหลือต่อ
พอเกือบ 9 โมง ก็บอกลุงก่อนว่าต้องลงไปแล้วนะ บ่ายนี้อยากกินอะไร
จากนั้นก็ไปกินข้าว ซื้อของใช้ลุง เล่นเน็ต ไปแบงก์ ซื้อหนังสือ ซื้อของกินให้ลุง
รอบบ่ายนี่จะดูแลลุงกันถึง 2-3 ทุ่มแล้วแต่อาการ
ระหว่างนั้นก็ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำ เพื่อให้แกมีอะไรรองท้องก่อนกินยาบรรเทาปวด
เอาสำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดขึ้ฟันออก โชคดีที่ฟันส่วนใหญ่ของลุงหักแล้ว ทำให้มีช่องว่างที่จะเช็ดตัวฟันได้ทุกด้านที่โผล่พ้นเหงือก
ก่อนเช็ดตัว ต้องเอากะละมังของร.พ.ที่ตากไว้บนชั้นในห้องน้ำรวมมาล้างด้วยน้ำยาล้างจานก่อน หาไม่แล้วขี้ไคลใครไม่รู้จะติดเหนียวกับผิวกะละมังจนขึ้นไข ล้างอ่างน้ำด้วยเพราะเหนียวขี้ไคลพอๆกัน
จากนั้นเอาน้ำธรรมดาผสมน้ำอุ่นในกะละมัง เวลาเช็ดตัวจะได้ไม่หนาว
ระวังไม่ให้โดนจุดที่มาร์คการฉายแสงออก (จริงๆสีมันก็ไม่ลอกหรอก พยาบาลยืนยัน แต่เพื่อป้องกันป้าและโกๆแว้ดใส่) เช็ดเสร็จ เอากะละมังไปล้างด้วยน้ำยาล้างจานอีกครั้งแล้วคว่ำเก็บ ซักผ้าขนหนูด้วยครีมอาบน้ำหอมๆ ไม่อย่างนั้นจะเหม็นกลิ่นตัว
ทาแป้งตามจุดอับและข้อพับ
โปะโลชั่นทั่วตัว จะโปะมากก็กลัวเหนียวตัว แต่โปะเท่าไร ก็ดูจะไม่ช่วยให้ผิวเป็นขุย-เป็นแผลกดทับน้อยลงเลย
จากนั้นก็เป่าพัดลมส่วนตัว เท่าที่ลุงต้องการ ที่สำคัญคือเอาผ้าขาวม้าหรือเสื้อผู้ป่วยปิดอกเสมอ
จับแกปรับเปลี่ยนท่า แต่จะให้เปลี่ยนข้างตะแคงเพื่อป้องกันแผลกดทับน่ะไม่ไหวหรอก ตัวลุงเบากว่าฉัน 6 กิโลเอง
ส่วนเรื่องเปลี่ยนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ คุณหลานไม่สามารถ แค่เห็นแต่บักหำน้อย บักหำใหญ่บ่เคย โบ้ยให้ป้าสะใภ้จัดการเหมือนเดิม รู้แต่ว่าพยาบาลให้เอาถุงหูหิ้วขาวใสเล็กๆ(ซื้อเป็นแพ็คจากตลาด) มาผูกไว้ก่อนใส่ผ้าอ้อม เวลาฉี่จะได้ไม่ซึมทะลุไปถึงผ้าอ้อม เดี๋ยวจะอับเอา เป็นเรื่องอีก
ลุงคันจมูก เผลอเป็นแคะแม้ในยามหลับ แล้วเล็บก็ยาว ส่องไฟดูจึงเห็นแผลเลือดซิบๆในโพรงจมูก
เอาคอตต้อนบัดชุบน้ำเช็ดขี้มูกออก แกก็แสบ
ไม่รู้แหละ จับตัดเล็บก่อน
เล็บนี่ก็ช่างกระไร แข็งมาก ไอ้เราก็เคยตัดเล็บน้องเมื่อนานมากแล้ว งัดเล็บลุงที แกก็ว่าเข้าเนื้อ เลยส่งป้าจัดการเล็บมือ ส่วนฉันก็จับตัดเล็บเท้าสบายใจเฉิบ (ลุงไม่รู้สึกตัวตั้งแต่เอวลงมา)
ว่างๆก็ดูไปว่ายังไม่จัดการอะไรกับแก เห็นหนวดขาวยาวจะเข้าปาก ก็จับกรรไกรเล็กมางับเอาเสียเลย
เล็มขนจมูกบ้าง อะไรบ้าง
สระผมไม่ได้ ก็เอาสำลีชุบน้ำอุ่นลูบ (ผ้าขนหนูมันแฉะไป)
เห็นแกกินอาหาร-กินน้ำไม่สะดวก ก็ยืมชามไตพยาบาลมาใช้ ทำให้แกได้บ้วนปากเพิ่มอีกอย่าง
บ่ายๆฉันหลับโงก ลมเป่าหัวเป็นไม่ได้ นอนอิ่มแล้วก็สลับให้ป้าสะใภ้งีบถึง 5 โมงเย็นบ้าง
เรื่องอยู่เฉยๆ ลุงคงเบื่อมาก ทีวีก็ไม่ได้ดู วิทยุก็เปิดไม่ได้ (ผู้ป่วยมะเร็งไม่ควรอยู่ใกล้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า...เขาว่ากันนะ)
แต่ยังไงก็ไม่ยอมให้อ่านหนังสือให้ฟัง โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์
ก่อนฉันมามีคนบอกแกเรื่องศาลฎีกาสั่งยึดทรัพย์ทักษิณแล้ว แกขอรู้แค่นั้น (แกชอบประชาธิปัตย์อะค่ะ)
ตอนเย็นหมอราวนด์วอร์ดอีกที พร้อมยืนยันว่าวันนี้ร่างกายลุงพร้อมรับการฉายรังสีอีกครั้งไหม
จากนั้นโกๆก็ขับรถพาลูกๆมาเยี่ยมลุง พร้อมกับรับป้าสะใภ้กับฉันกลับบ้าน
วันไหนเด็กๆชนหรือป่วย ก็จะรออยู่ข้างล่าง
วันไหนลุงอาการคงที่ ก็จะสลับเด็กๆขึ้นไปไหว้แก
อยู่พร้อมกันหมดไม่ไหว มีตั้ง 5 คน อายุตั้งแต่ 4 เดือนจนถึง 7 ขวบ จับกันไม่ทัน
เราต้องพาลุงใส่เตียงเข็นไปชั้นใต้ดินของตึกใหม่เพื่อฉายรังสีตอน 1 ทุ่มเพื่อให้ระหว่างวันได้รักษาผู้ป่วยนอก
เช้าวันที่ฉันจะขึ้นมา ป้าสะใภ้จะเอาลุงออกจากร.พ.เพราะไม่เห็นหมอทำอะไรเลย ให้ไปตายที่บ้านดีกว่า
ป้าไม่รู้ว่า ชื่อลุงเป็นชื่อแรกที่จะใช้เครื่องฉายรังสีเครื่องแรกของร.พ. ซึ่งก่อนหน้านี้ หากจะฉายรังสีต้องส่งตัวไปที่ศูนย์ของรัฐอีกแห่ง
ลุงได้เป็นประธานตัดริบบิ้นอีกแล้ว สมเป็นลุงจริงๆ (แม้ตอนป่วยอยู่นี้ ลุงก็ยังมีชื่อเป็นประธานเทศบาลตำบลอยู่เลย)
แผนกรังสีนี้ใหม่กว่าแผนกอื่นๆในตึก เพราะอุปกรณ์มาถึงช้ากว่า ทั้งที่ออกแบบเผื่อตั้งแต่ตอนสร้างตึกแล้ว
ตอนลุงไปฉายรังสี ยังเหม็นสีห้องอยู่เลย
การฉายรังสีรวดเร็วมาก แต่ป้าสะใภ้ก็ร้องไห้ทุกทีเพราะไม่รู้ลุงจะเกิดอาการอะไรบ้าง ทำเอาคนที่เป็นรอเป็นเพื่อนร้องไห้ตามได้ทุกที
ออกมาแล้วลุงจะหน้าออกสีน้ำเงิน เหมือนภาพวาดคนป่วยในหนังสือนิทานฝรั่ง
เฝ้าแกกันจนถึง 2-3 ทุ่มจึงกลับบ้าน
ถ้าฉันกินข้าวเที่ยงช้ามาก หรือเหนื่อยมากๆ ก็จะไม่กินข้าวเย็น
วันไหนช่วงเย็นต้องลงมาซื้อของให้ลุง ก็แวะกินข้าวเย็นด้วย
ให้กินหลัง 3 ทุ่มอย่างบ้านลุงไม่ไหว ท้องอืด นอนไม่ได้พอดี
...หมดไปอีก 1 วัน...
ป้าสะใภ้โทรมาบอกแม่ว่า พี่ชายคนที่ 3 ของแม่ที่เราเข้าใจว่าแกป่วยด้วยโรคข้อรูมาตอยด์ ถูกหมอที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 แล้ว
พอเสร็จงานโบว์ ฉันก็เตรียมขึ้นไปเยี่ยมลุง สัปดาห์นั้นเป็นวันหยุดยาว แม่ซึ่งเดิมตั้งใจจะขึ้นไปด้วยเกิดเป็นหวัดขึ้นมา เลยยังไม่กล้าขึ้นไปเยี่ยม ด้วยกลัวจะนำเชื้อหวัดไปแพร่ให้ลุง
ช่วงสายของวันที่ 2 มี.ค. ระหว่างที่ฉันนั่งซักผ้าอยู่ แม่โทรมาจากที่ทำงานว่าลุงอาการทรุดแล้ว ฉันจึงเตรียมเก็บกระเป๋าเพื่อเดินทางคืนนั้น
สิ่งเดียวที่ฉันไม่ได้เตรียม คือขนมไหว้พระจันทร์...ของโปรดของลุง
นี่เป็นการเดินทางไกลตามลำพังยามค่ำคืนครั้งแรกของฉัน รถขบวนนี้ไปสิ้นสุดที่สถานีในตัวเมืองซึ่งฉันสามารถเดินเท้าไปที่ร.พ.ได้โดยไม่ต้องรบกวนให้ลูกเมียลุงเสียเวลามารับ
ตู้ที่ฉันนั่งโล่งมาก คนนั่งไม่เกิน 15 คน แถมยังลงแล้วมีคนสลับขึ้นมาแทนระหว่างทางอีกต่างหาก จอดรอสลับรางตามสถานีเล็กๆก็บ่อย ด้วยความระแวดระวังจากการเดินทางเพียงคนเดียว ฉันจึงหลับๆตื่นๆ ไปหลับลึกก็ตอนเลยพิจิตรแล้ว และไปตื่นเอาตอนได้ยินเสียงประกาศจากสถานีปลายทางนั่นแหละ
จ่ายเงินเข้าห้องน้ำไปซักแห้งตัวเอง จากนั้นหาโจ๊กกินเพราะเจ็บคอ แล้วก็เดินเลาะตลาดไปโรงพยาบาล
เจอโรงพยาบาลแล้วยังหลงตึก ก็ป้ายเค้าไม่ได้ชัดเจนอย่างร.พ.ศิริราชนี่ ดีที่ได้ยามช่วยบอกทาง เมื่อเจอตึกแล้วก็โทรบอกป้าสะใภ้ว่าถึงแล้ว และถามว่าลุงรู้อาการตัวเองแค่ไหน จะได้ไม่พูดอะไรที่ทำให้แกจับได้ว่าเราปกปิดแกอยู่
โชคดีที่ถึงตึก 6 โมงเช้าซึ่งเป็นเวลาที่เปิดให้เข้าเยี่ยมผู้ป่วยพอดี
หอผู้ป่วยออร์โทปิดิกส์ต่างจากที่ฉันคิดไว้มาก เก้าอี้ของญาติเป็นเก้าอี้ไม้สี่เหลี่ยมขาเหล็ก ไม่มีโต๊ะอาหารที่เลื่อนขึ้น-ลงได้ให้ผู้ป่วย หอนี้อัดกันทั้งหมด 6 แถว 32 เตียง เตียงเก่าอย่างกับใช้มาตั้งแต่ต้นศตวรรษ
ป้าแป๊ว-แม่ของพี่สะใภ้-มาช่วยเฝ้าไข้เมื่อคืน แกอาศัยเตียงพับกางปูนอนตรงซอกข้างเตียงนั่นแหละ
เท่าที่รู้ญาติของผู้ป่วยเตียงอื่น ปูเสื่อนอนตรงซอกข้างเตียงบ้าง ทางเดินปลายเตียงผู้ป่วยบ้าง ใต้เตียงผู้ป่วยก็มี
สภาพของลุงผอมไปมากจาก ต.ค. 51 ที่แม่ส่งไปเป็นเพื่อนลุงพบหมอตามนัด เผื่อจะคุยกับหมอได้รู้เรื่องว่าลุงเป็นอะไรแน่
ลุงซึ่งผิวคล้ำอยู่แล้ว หน้าดูออกสีน้ำเงิน เมื่อคืนแกฉายโคบอลต์-60 เป็นครั้งแรก และอาเจียนมากมาย
ผมหงอกมากขึ้น ผิวหนังเหี่ยวลีบ เป็นขุยจากความแห้งกร้าน และตกสะเก็ดที่ตาตุ่มจากการกดทับที่นอน ไม่มีสายระโยงระยางใดๆ การขับถ่ายอาศัยผ้าอ้อมผู้ใหญ่รองรับ
เช้านี้ลุงกินข้าวประมาณ 1 ถ้วยน้ำปลา (วันอื่นก็ไม่ได้กินไปมากกว่านี้) ตามด้วยนมหวานตราวัวแดงเกือบหมดกล่องโชว์หลาน
ลุงหลับโดยที่ตาปิดไม่สนิท และหลับสั้นแค่ไม่กี่นาที จับจุดได้ว่าแกหลับตอนที่ได้ยินเสียงกรนเบาๆนั่นแหละ
ขอตัวจากป้าแป๊วไปซื้อของใช้ที่จำเป็นใน 7-11ให้ลุง ป้าสะใภ้แกคงนึกไม่ออก ไม่เหมือนบ้านเราที่ลูกของแม่ admit มาแล้วทุกคน รายการของใช้จึงติดอยู่ในหัว
พอฉันขึ้นมา ป้าแป๊วก็ขอตัวกลับ วันนี้แกต้องไปติดต่อราชการพร้อมพี่สะใภ้ที่อำเภอแก
ระหว่างลุงหลับ ฉันนั่งรอป้าสะใภ้ หวังให้แกมาถึงโดยไว ระหว่างนั้นหมอก็ราวนด์วอร์ดเช้า
มีผู้ชายผิวขาวร่างสูงโปร่ง ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวเดินอยู่แถวแรก ฉันยังนึกอยู่เลยว่า เฮอะๆ ญาติผู้ป่วยคนนี้ดูดีใช้ได้
ไม่นานผู้ชายคนนี้มองหน้าฉัน แล้วรีบเดินตรงมาฉันซึ่งอยู่แถวท้ายสุดของวอร์ด ระหว่างที่เดินก็มองหน้าฉันด้วย
เขาแนะนำตัวว่าเป็นหมอที่ดูแลลุง (โล่งอก!) และถามว่าฉันเป็นอะไรกับผู้ป่วย ฉันก็บอกว่าเป็นหลานมาจากกรุงเทพฯ หมอเลยขอคุยเคสของลุง
หมอบอกว่า ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่ารักษาที่ไหน-รักษาโรคอะไรมา แต่พอมาถึงหมอ ก็พบว่าลุงเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย และลามไปถึงกระดูกคอซึ่งเป็นทางผ่านของเส้นประสาทเสียแล้ว การรักษาตอนนี้จึงเป็นแบบประคับประคอง ให้ผู้ป่วยมีอาการปวดน้อยลง แต่เรื่องการรักษามะเร็งนั้น คงทำไม่ได้แล้วเนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยดูจะรับไม่ไหว และหมอขออนุญาตที่จะรักษาอาการต่างๆคือ ถ้าหอบ จะให้ออกซิเจน แต่ถ้าหัวใจหยุดเต้น ก็จะไม่ปั๊มขึ้นมา เพราะนั่นเท่ากับให้ผู้ป่วยมีชีวิตเพื่อทรมานต่อไป อันนี้หมอขอพูดไว้ก่อนเพราะไม่ทราบว่าลุงจะเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นเมื่อไหร่ หมออยากให้ฉันช่วยชี้แจงกับครอบครัวด้วย
ที่นี่ ญาติต้องออกจากหอผู้ป่วยระหว่าง 9-12 น. เมื่อป้าสะใภ้มา จึงได้โอกาสเล่าเสริมว่า ลุงเข้าร.พ.เอกชนเก่าแก่ของจังหวัดเมื่อตอนปีใหม่ พออาการดีขึ้นก็ออกจากร.พ. ไม่นานอาการก็เกิดซ้ำ ไม่รู้จะทำยังไง แกปวดไม่หาย พามาร.พ.ประจำจังหวัดก็ถูกปฏิเสธไป 2 ครั้ง เลยพาไปร.พ.เอกชนอีกแห่งที่คุณหมอท่านนี้ทำควบอยู่ ท่านก็ทำหนังสือส่งตัวมาที่ร.พ.นี้ และได้ส่งตรวจโดยละเอียด จนพบว่าลุงไม่ใช่โรคกระดูก หากแต่เป็นมะเร็งที่ลามมายังกระดูกเสียแล้ว
ฉันก็เล่าให้ป้าสะใภ้ฟังว่าหมอพูดอย่างไรบ้าง ป้าบอกว่า หมอเขาก็เคยพูด แต่ป้าไม่เข้าใจ (อันนี้หมอ แม่ และฉันลงมติกันในภายหลังว่า ป้าสะใภ้แกเกิดกลไกทางจิตแบบ denial) หลานมาก็ดีแล้วจะได้อยู่คุยกับหมอ ว่าแล้วแกก็ร้องไห้ บอกไม่รู้ว่าคราวแกใครจะอยู่ดูแล ว่าแล้วแกก็บ่นลูกและลูกสะใภ้ตามระเบียบจนหลับไป
ดีที่ป้าได้หลับบ้าง
แต่ไหนแต่ไรแกเป็นคนตื่นเช้า ไปตลาด ทำอาหาร เปิดร้าน ทำงานบ้าน
ถ้าลุงยังไม่ตื่น แกก็จะขายของ ปะยาง เติมลมให้ลูกค้าที่จะออกไปท้องไร่ท้องนาด้วย
เมื่อลูกแต่งงานมีหลานให้แก แกก็มีหน้าที่ดูแลเด็กเล็กเพิ่มขึ้นมา
แต่พอลุงมาป่วยเสียอย่างนี้ พี่สะใภ้เลยต้องรับเลี้ยงลูกของพี่น้องสามี ส่วนโกคนกลางก็ดูแลร้านคนเดียว
***************************************
ฉันพักที่บ้านของลุง
ขึ้นรถไฟเที่ยว 7 โมงที่สถานีใกล้บ้านขนาดเดินไปได้ เข้าตัวเมืองที่ห่างไป 2 สถานี พร้อมกับคนอื่นที่เข้าไปทำงานหรือเรียน
อารมณ์คล้ายๆ BTS หรือ MRT คือไม่ได้นั่งเลย แต่มีความร้อนและเหม็นแถมมาด้วย เพราะคนมักยืนออกันตรงประตูพร้อมกระจาดหรือถุงผัก ที่ยืนว่างๆเลยอยู่ใกล้ห้องน้ำอะค่ะ
ถ้าเมื่อวานไม่ได้กินข้าวเย็น ก็แวะซื้อปาท่องโก๋ ข้าวเหนียวปิ้ง อะไรพวกนี้ตรงตลาดรถไฟ เดินกินไปถึงโรงพยาบาลก็หมด แวะซื้อน้ำแข็งถุงเล็กมาแช่นมและรังนกของลุง
ขึ้นวอร์ดมาผลัดกับกะกลางคืน ซึ่งถ้าไม่เป็นป้าแท้ๆของฉัน ก็จะเป็นลูกชายคนโตของลุง
ถ้าไม่ทันหมอราวนด์วอร์ด ก็อัพเดทอาการกับกะกลางคืน แล้วรับช่วงเก็บทำที่เหลือต่อ
พอเกือบ 9 โมง ก็บอกลุงก่อนว่าต้องลงไปแล้วนะ บ่ายนี้อยากกินอะไร
จากนั้นก็ไปกินข้าว ซื้อของใช้ลุง เล่นเน็ต ไปแบงก์ ซื้อหนังสือ ซื้อของกินให้ลุง
รอบบ่ายนี่จะดูแลลุงกันถึง 2-3 ทุ่มแล้วแต่อาการ
ระหว่างนั้นก็ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำ เพื่อให้แกมีอะไรรองท้องก่อนกินยาบรรเทาปวด
เอาสำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดขึ้ฟันออก โชคดีที่ฟันส่วนใหญ่ของลุงหักแล้ว ทำให้มีช่องว่างที่จะเช็ดตัวฟันได้ทุกด้านที่โผล่พ้นเหงือก
ก่อนเช็ดตัว ต้องเอากะละมังของร.พ.ที่ตากไว้บนชั้นในห้องน้ำรวมมาล้างด้วยน้ำยาล้างจานก่อน หาไม่แล้วขี้ไคลใครไม่รู้จะติดเหนียวกับผิวกะละมังจนขึ้นไข ล้างอ่างน้ำด้วยเพราะเหนียวขี้ไคลพอๆกัน
จากนั้นเอาน้ำธรรมดาผสมน้ำอุ่นในกะละมัง เวลาเช็ดตัวจะได้ไม่หนาว
ระวังไม่ให้โดนจุดที่มาร์คการฉายแสงออก (จริงๆสีมันก็ไม่ลอกหรอก พยาบาลยืนยัน แต่เพื่อป้องกันป้าและโกๆแว้ดใส่) เช็ดเสร็จ เอากะละมังไปล้างด้วยน้ำยาล้างจานอีกครั้งแล้วคว่ำเก็บ ซักผ้าขนหนูด้วยครีมอาบน้ำหอมๆ ไม่อย่างนั้นจะเหม็นกลิ่นตัว
ทาแป้งตามจุดอับและข้อพับ
โปะโลชั่นทั่วตัว จะโปะมากก็กลัวเหนียวตัว แต่โปะเท่าไร ก็ดูจะไม่ช่วยให้ผิวเป็นขุย-เป็นแผลกดทับน้อยลงเลย
จากนั้นก็เป่าพัดลมส่วนตัว เท่าที่ลุงต้องการ ที่สำคัญคือเอาผ้าขาวม้าหรือเสื้อผู้ป่วยปิดอกเสมอ
จับแกปรับเปลี่ยนท่า แต่จะให้เปลี่ยนข้างตะแคงเพื่อป้องกันแผลกดทับน่ะไม่ไหวหรอก ตัวลุงเบากว่าฉัน 6 กิโลเอง
ส่วนเรื่องเปลี่ยนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ คุณหลานไม่สามารถ แค่เห็นแต่บักหำน้อย บักหำใหญ่บ่เคย โบ้ยให้ป้าสะใภ้จัดการเหมือนเดิม รู้แต่ว่าพยาบาลให้เอาถุงหูหิ้วขาวใสเล็กๆ(ซื้อเป็นแพ็คจากตลาด) มาผูกไว้ก่อนใส่ผ้าอ้อม เวลาฉี่จะได้ไม่ซึมทะลุไปถึงผ้าอ้อม เดี๋ยวจะอับเอา เป็นเรื่องอีก
ลุงคันจมูก เผลอเป็นแคะแม้ในยามหลับ แล้วเล็บก็ยาว ส่องไฟดูจึงเห็นแผลเลือดซิบๆในโพรงจมูก
เอาคอตต้อนบัดชุบน้ำเช็ดขี้มูกออก แกก็แสบ
ไม่รู้แหละ จับตัดเล็บก่อน
เล็บนี่ก็ช่างกระไร แข็งมาก ไอ้เราก็เคยตัดเล็บน้องเมื่อนานมากแล้ว งัดเล็บลุงที แกก็ว่าเข้าเนื้อ เลยส่งป้าจัดการเล็บมือ ส่วนฉันก็จับตัดเล็บเท้าสบายใจเฉิบ (ลุงไม่รู้สึกตัวตั้งแต่เอวลงมา)
ว่างๆก็ดูไปว่ายังไม่จัดการอะไรกับแก เห็นหนวดขาวยาวจะเข้าปาก ก็จับกรรไกรเล็กมางับเอาเสียเลย
เล็มขนจมูกบ้าง อะไรบ้าง
สระผมไม่ได้ ก็เอาสำลีชุบน้ำอุ่นลูบ (ผ้าขนหนูมันแฉะไป)
เห็นแกกินอาหาร-กินน้ำไม่สะดวก ก็ยืมชามไตพยาบาลมาใช้ ทำให้แกได้บ้วนปากเพิ่มอีกอย่าง
บ่ายๆฉันหลับโงก ลมเป่าหัวเป็นไม่ได้ นอนอิ่มแล้วก็สลับให้ป้าสะใภ้งีบถึง 5 โมงเย็นบ้าง
เรื่องอยู่เฉยๆ ลุงคงเบื่อมาก ทีวีก็ไม่ได้ดู วิทยุก็เปิดไม่ได้ (ผู้ป่วยมะเร็งไม่ควรอยู่ใกล้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า...เขาว่ากันนะ)
แต่ยังไงก็ไม่ยอมให้อ่านหนังสือให้ฟัง โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์
ก่อนฉันมามีคนบอกแกเรื่องศาลฎีกาสั่งยึดทรัพย์ทักษิณแล้ว แกขอรู้แค่นั้น (แกชอบประชาธิปัตย์อะค่ะ)
ตอนเย็นหมอราวนด์วอร์ดอีกที พร้อมยืนยันว่าวันนี้ร่างกายลุงพร้อมรับการฉายรังสีอีกครั้งไหม
จากนั้นโกๆก็ขับรถพาลูกๆมาเยี่ยมลุง พร้อมกับรับป้าสะใภ้กับฉันกลับบ้าน
วันไหนเด็กๆชนหรือป่วย ก็จะรออยู่ข้างล่าง
วันไหนลุงอาการคงที่ ก็จะสลับเด็กๆขึ้นไปไหว้แก
อยู่พร้อมกันหมดไม่ไหว มีตั้ง 5 คน อายุตั้งแต่ 4 เดือนจนถึง 7 ขวบ จับกันไม่ทัน
เราต้องพาลุงใส่เตียงเข็นไปชั้นใต้ดินของตึกใหม่เพื่อฉายรังสีตอน 1 ทุ่มเพื่อให้ระหว่างวันได้รักษาผู้ป่วยนอก
เช้าวันที่ฉันจะขึ้นมา ป้าสะใภ้จะเอาลุงออกจากร.พ.เพราะไม่เห็นหมอทำอะไรเลย ให้ไปตายที่บ้านดีกว่า
ป้าไม่รู้ว่า ชื่อลุงเป็นชื่อแรกที่จะใช้เครื่องฉายรังสีเครื่องแรกของร.พ. ซึ่งก่อนหน้านี้ หากจะฉายรังสีต้องส่งตัวไปที่ศูนย์ของรัฐอีกแห่ง
ลุงได้เป็นประธานตัดริบบิ้นอีกแล้ว สมเป็นลุงจริงๆ (แม้ตอนป่วยอยู่นี้ ลุงก็ยังมีชื่อเป็นประธานเทศบาลตำบลอยู่เลย)
แผนกรังสีนี้ใหม่กว่าแผนกอื่นๆในตึก เพราะอุปกรณ์มาถึงช้ากว่า ทั้งที่ออกแบบเผื่อตั้งแต่ตอนสร้างตึกแล้ว
ตอนลุงไปฉายรังสี ยังเหม็นสีห้องอยู่เลย
การฉายรังสีรวดเร็วมาก แต่ป้าสะใภ้ก็ร้องไห้ทุกทีเพราะไม่รู้ลุงจะเกิดอาการอะไรบ้าง ทำเอาคนที่เป็นรอเป็นเพื่อนร้องไห้ตามได้ทุกที
ออกมาแล้วลุงจะหน้าออกสีน้ำเงิน เหมือนภาพวาดคนป่วยในหนังสือนิทานฝรั่ง
เฝ้าแกกันจนถึง 2-3 ทุ่มจึงกลับบ้าน
ถ้าฉันกินข้าวเที่ยงช้ามาก หรือเหนื่อยมากๆ ก็จะไม่กินข้าวเย็น
วันไหนช่วงเย็นต้องลงมาซื้อของให้ลุง ก็แวะกินข้าวเย็นด้วย
ให้กินหลัง 3 ทุ่มอย่างบ้านลุงไม่ไหว ท้องอืด นอนไม่ได้พอดี
...หมดไปอีก 1 วัน...
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




























