วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สาวเจ้า...อย่าได้เวิ่น#1


เห็นมาเยอะแล้ว ที่พ่อแม่ป่วยหนักจนไม่รู้จะได้อยู่อีกกี่มากน้อย จึงรีบจัดงานแต่งให้ลูก
ไม่ก็ต้องแต่งเพราะฝ่ายหนึ่งมีภารกิจ ณ แดนไกล จึงอยากจองไว้ก่อน (เห็นแก่ตัวฉิบ)
และงานแต่งส่วนใหญ่ เจ้าสาวต้องเป็นคนลงแรงจัดเตรียมงานเกือบทั้งหมด
(เอ...คนอยากมีเมียมันคิดว่าลำพังจ่ายค่าสินสอดก็พอแล้วหรือไร???)

จากที่สะเหล่อเสนอตัวไปช่วยงานแต่งเพื่อนร่วมชั้นเรียน เลยคิดว่ารวบรวมเอาไว้ดีกว่า
ใครจะไปรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องแต่ง (หรือแม้แต่ต้องแต่งกับใคร)
ขอเขียนในมุมของผู้หญิงละกัน เพราะอยากให้คนอ่านที่เป็นผู้หญิงรู้ว่าจะต้องทำอะไร และให้คนอ่านที่เป็นผู้ชายรู้ว่าควรจะต้องทำอะไร...เมื่อวันนั้นมาถึง

รู้ตัวเอง
การแต่งงานนั้น ไม่ใช่แค่คิดเรื่องงานเลี้ยง แต่ยังมีเรื่องสินสอด เรื่องเรือนหอ เรื่องเชิญแขก
แบ่งเป็นประเด็นย่อยได้ว่า
-เชื้อชาติ => ไทย จีน แขก ฝรั่ง ฯลฯ
-ศาสนา => พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู หรือไม่นับถืออะไรเลย
-อาชีพ => เช่น แต่งกับทหาร-ตำรวจ ต้องมีลอดซุ้มกระบี่
(เจอในเน็ต มีวทจส.บอกว่าจะแต่งกับลูกตำรวจยศ พตท. จะจัดลอดซุ้มกระบี่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง
อยากจะpost ด่ามันจริงๆ มันเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของสังคมเขาซึ่งมีกุศโลบายแฝงอยู่ หล่อนจะแหยมไปทำอะไรมิทราบ??? ว่าที่ผัวหล่อนไม่ได้เป็นตำรวจซักหน่อย)
-รสนิยม => เอาง่ายเข้าว่า หรือเอาหน้าไว้ก่อน
-เงินในกระเป๋า =>เงินตัวเอง เงินพ่อแม่ เงินที่ยืมเค้ามา เงินที่รูดบัตรไปก่อน เงินที่หวังจะได้คืนจากซอง

รู้จักแขก
อย่างงานตจว. รู้จักกันเกือบทุกบ้าน โผล่มาให้เจ้าภาพชื่นใจกันทุกงาน เค้าก็ใส่กันร้อยสองร้อย
งานในเมือง แค่ดาวของโรงแรมก็ค้ำคอแล้ว

อยากให้ได้ชื่อว่าแต่งโรงแรมฮิโซ แต่แขกส่วนใหญ่ไม่ฮิด้วย เจ้าภาพรับได้ไหมถ้าได้ซองคืนมาหน่อยกว่าต้นทุน
(ต้นทุนไม่ใช่แค่ค่าอาหารต่อหัว แต่ยังต้องบวกค่าแต่งตัว ค่าวงดนตรี ค่าถ่ายภาพ ค่าเหล้า ฯลฯ)
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อไม่กี่ปีก่อน มีกระทู้ร้อนๆใน Pantip เมื่อเจ้าสาวบ่นเพื่อนทำงานตำแหน่งผจก. ใส่ซองงานแต่งตนที่ดุสิตธานีแค่ 400 แล้วยังพาแฟนไปด้วย เมื่อคนส่วนใหญ่บอกว่า อ้าว ตามธรรมเนียมเค้าใส่เป็นสินน้ำใจ ให้มากน้อยก็ตามที่เค้าสะดวกสิ ปรากฏว่ามาแว้งกัดว่าคนที่ postเป็นพวกโลว์โซซะอีกนี่ เลยด่ากันไม่จบไม่สิ้น)
มองหาความช่วยเหลือ
-เป้าหมายแรกเลย คือความช่วยเหลือจากสปอนเซอร์ที่บ้าน ไหนๆก็ช่วยออกเงินแล้ว ท่านๆจึงมักขอออกความเห็นเพื่อเป็นกรอบในการจัดงานด้วย
บางอย่างท่านชอบ บ่าวสาวไม่ชอบ หรือบ่อยครั้งก็เป็นไปในทางตรงกันข้าม
-เป้าหมายที่สอง คือความช่วยเหลือจากคนที่จะแต่งด้วย
ก็เข้าใจนะว่า ผู้หญิงสมัยนี้เก่ง ลุย
แต่ถ้าวทจส.ต้องออกไปเดินหาของคนเดียว ไม่ก็ลากแก๊งค์ชะนีไปด้วย โดยที่วทจบ.ไม่แม้แต่จะขับรถไปรับ-ส่ง ไปเดินด้วย(แม้จะให้เกียรติวทจส.เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม) ไม่แม้แต่จะโทรถามว่า ที่ออกไปวันนี้ได้เรื่องมั้ย
ขอบอกจากสายตาคนนอกว่า นี่เป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลยสำหรับชีวิตคู่ งานสำคัญต่อชีวิตคุณทั้งสอง คุณยังลำบากอยู่คนเดียว แล้ววันหน้าจะเป็นเช่นไร
-เป้าหมายที่สามคือ คนที่เรียกว่าเพื่อน ไม่ว่าจะสมัยเรียน ที่ทำงาน ชมรมคอเดียวกัน หรือแม้แต่ในอินเตอร์เน็ต
อย่าได้มัวแต่เกรงใจ แล้วแอบบ่นเบาๆว่า มีแต่คนอยากเห็นงาน แต่ไม่มีคนช่วยงาน แล้วงานก็ติดๆขัดๆ อับอายจนอยากกรีดร้องกลางงานแต่งของตัวเอง
ยิ่งถ้างานแต่งนี้มีข้อจำกัด เช่นเวลาหรืองบประมาณ ยิ่งต้องบอกออกไปว่า "ช่วยฉันด้วย!!!"
จากนั้นความช่วยเหลือจะหลั่งไหลมาจนตั้งรับไม่ทันแน่นอน
ที่สำคัญที่สุด คือจะต้องมีคนที่รับเป็นแม่งานให้ เพราะถึงเวลา บ่าวสาวจะต้องยืนเป็นมาสคอตอยู่หน้างานเพียงอย่างเดียว
ส่วนสปอนเซอร์ท่านก็ต้องไปรับแขกของท่าน แล้วการจัดงานแต่งมันก็ต่างจากสมัยท่าน บางทีท่านก็ไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะเหมาะกับสมัยนิยม
เจ้าสาวหลายคนมัวเสียดายค่าปรึกษา planner 2 หมื่นห้า เลยตะบี้ตะบันหามันเองทุกอย่าง สุดท้ายก็ไม่ได้ดูแลตัวเอง บางคนถึงก็ป่วยจับไข้ในงานก็เจอมาแล้ว

ที่เหลือก็อยู่ที่ระบบการคิด การวางแผน และการตัดสินใจที่ดี ประกอบกับความร่วมมือของทุกฝ่าย บวกกับดวงอีกนิดหน่อย
จากประสบการณ์ส่วนตัว บอกได้เลยว่า การคิดอย่างเป็นระบบและการตัดสินใจที่ดี ทำให้เพื่อนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในการจัดงานมากขึ้น และรู้สึกยินดีกับคนทั้งสองมากขึ้นเพราะเชื่อว่า เรื่องอื่นๆในชีวิตคู่ พวกเขาคงทำได้ดีไม่ต่างกัน ฉะนั้นที่ลงแรงให้นั้น ไม่เสียแรงเปล่าอย่าง(ค่อนข้าง)แน่นอน
แผนงานที่คิดไว้อย่างรอบคอบ ทำเสร็จก่อนวันงาน และมอบหมายให้กับคนที่ไว้ใจได้
ถ้าดวงคุณกำลังขึ้น คุณก็แทบไม่ต้องเหนื่อยวันงานกับเรื่องที่เตรียมไว้ก่อนได้

ตอนหน้าจะมาบอกว่าปลื้ม-ไม่ปลื้มอะไรในงานแต่งบ้าง

1 ความคิดเห็น:

SHUTTY PONG กล่าวว่า...

อ่านแล้วฮาดีค่ะ ยังไม่ได้อ่านตอนต่อไปแต่ยังงัยก็คิดว่า
555 หนุกชัวร์!