วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ปีใหม่...หางานใหม่

เซ็ง!

เงินเดือนคนเข้าใหม่เดือนนี้ตกเบิก Financial Director บอกว่าหาสำเนาหน้าบุ๊คไม่เจอ
วันนี้ลาป่วยซะด้วย ไม่งั้นได้ออก chinese opera กันแล้ว
ไม่รู้ว่าเลขาฯเก่าลืมทำสำเนาหน้าบุ๊คส่ง Fin. Dir. หรือเอกสารมันหาย
แต่ก็ไม่น่าหายที่พี่เมสเซนเจอร์ ถึงเราจะไม่ได้ให้เซ็นต์รับ แต่แค่วิ่งระหว่างออฟฟิศในเครือ มันไม่น่าหลุด พี่เมสฯเค้าอยู่มานาน
ถ้าหายก็น่าจะเป็นเพราะผู้รับหาไม่เจอนั่นแหละ ก็ she เล่นเข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 3 วัน กลับมาทีเอกสารก็ท่วมหัว

จริงๆนะ คน HR มัน sensitive มาก
ถ้าไม่มีสิทธิ์ได้เปิดแฟ้มประวัติพนง.ทั้งที่ต้องใช้ข้อมูลในนั้น มันจะเซ็งมาก
ที่เก่านายเก็บ แต่ฉันก็ยังเก็บ copy ตอนแรกเข้าได้ จะใช้อะไรก็มีให้ดู
แต่ที่นี่ เลขาฯเก็บว่ะ ใช้อะไรที่ก็ต้องขอ ไม่รู้ทำใบปะหน้าไว้บ้างเปล่าว่ามีเอกสารอะไรที่พนง.ให้มาบ้าง

เลขาใหม่ส่ง sms มาแจ้งว่าให้แจ้งเลขที่บัญชีด่วนตั้งแต่ 8 โมง
แต่มันมาตื้ดๆที่เครื่องฉันตอน 4 โมงเย็น
แล้วระหว่างวัน she ก็ไม่พูดอะไร เมล์ส่งงานกันไปๆมาๆก็ไม่บอก
จนฉันออกไปดูราคาเบียร์ที่ Tops เพื่อซื้อไป New Year Party
กลับมาบ่ายสามครึ่ง she ก็โทรมาตามว่าทำไมไม่ตอบเมล์
มีเลขที่บัญชีคุณเรย์(พนง.ใหม่ที่เข้าพร้อมฉัน)ไหม? Fin.Dir. บอกว่าไม่ได้รับเอกสาร
ฉันก็บอกว่าน่าจะอยู่ที่แฟ้มประวัติที่คุณถือกุญแจอยู่นั่นแหละ(แสดงว่าไม่เคยเปิดดูเลย)

เข้าบ้านมา เช็คเมล์ที่ she ส่งมา ดันถามเรื่องงานที่ฉันส่งไปเมื่อตอนสายๆ
แถมถามคำถามที่ไม่น่าจะถามมา
แล้วดันมาตามงานที่ไม่น่าจะด่วน (เช็คโปรโมชั่นโทรศัพท์มือถือทุกเครื่อง)

เวรจริงๆ อุตส่าห์บอกพี่โอว่าจะไปอัพบุ๊คเงินเดือน คนเยอะจนต้องทำรายการจ่ายที่แบงก์อื่นแทน magnetก็เสีย อัพผ่านเครื่องไม่ได้

แล้ว New Year Party เนี่ยะ เลขาใหม่ก็เป็นคนมาบอกเองว่าเอาร้านคลื่นแทรก
จนฉันไปตกลงกับผจก.ร้านแล้ว
เมื่อวานเพิ่งมาถามว่าเราจะ ต้อง confirm ร้านเมื่อไหร่ (จะจัดวันที่เปิดทำงานวันแรกแล้วเนี่ยนะ) นายยังไม่ได้ของบจากประธานบริษัท

วันนี้ฉันให้เลขาถาม เค้าก็ยังไม่ตอบฉันเลยว่าจะเอายังไง พนง.ก็รอ announcement อยู่

เหมือนกันดีจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่ๆบัญชีถึงส่ายหัวกับเลขาเก่า
เพราะคนใหม่ก็ออกแนวอะไรก็ไม่รู้ๆเหมือนกัน
เป็นคนที่โปรโมทจาก reservation
เฮ่อ-จ่ายเงินหาคนใหม่ที่พอจะมีประสบการณ์บ้างได้ไหม? เป็น Document Controller มาก่อนก็ยังดี ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักการดำเนินการต่างๆที่บริษัททั้งหลายจะต้องทำบ้างเลย

เมื่อวานผจก.ฝ่าย operation เพิ่งลาออกแบบทิ้งระเบิดไป ทั้งๆที่เค้า professional และมีวุฒิภาวะมาก อึ้งเหมือนกัน แถมคิดว่า เอาบ้างดีกว่า

อิ๋วเอ๋ย สงสัยนะต้องออกเลยอย่างที่อิ๋วบอกจริงๆว่ะ
มันไม่หนักหนาเกินทนนะ แต่มันรำคาญและเซ็งจับใจ








วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

งานใหม่ของหมาปอ(2)

Sad ค่า

หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับงาน ก็เจอลองของอีก
จะมีพนง.งี่เง่าคนนึง ชอบมาแต่เช้า และมีปัญหากับเครื่อง multi-function
ตอนนั้นยังไม่ถึงเวลาเข้างาน ฉันกินกล้วยแขกอยู่ที่โต๊ะเพราะไม่มีกับข้าวขาย แม่บ้านก็ลาพักร้อน ต้องดูแลออฟฟิศคนเดียว เหนื่อยก็เหนื่อยเพราะโหนรถเมล์ตลอดทางจนมือเป็นตะคริว
มันเรียกฉัน ฉันก็งง คืนวันพฤหัสฯฉันก็ออกคนท้ายๆ เครื่องก็ยังใช้ได้อยู่นี่หน่า
ฉันก็เฮ้ย อะไรวะ? ตูกินอาหารเช้า มึงก็สั่งๆเหรอเนี่ยะ?
เดินไปดูที่เครื่อง มันแก้เองได้แล้ว ลืมเปิด switch ไง มันก็พูดว่า เชิญคุณไปกินข้าวต่อเถอะค่ะ(ด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น)
ไม่ได้รังเกียจที่จะทำให้หรอกนะ แต่ใช้คำและน้ำเสียงแบบสั่งๆๆ แถมไม่รู้กาลเทศะ มันน่าเดินไปทำให้ไหมล่ะ?

สักพัก เอาอีก สั่งพริ้นท์ออกอีกเครื่องแล้วงานไม่ออก มันเรียกฉันมาแก้
ไม่เคยมีใครสอนฉันหรอกนะ ฉันแค่อ่านจากจอ LCD แล้วจิ้มๆๆ งานก็ cancel เอง
เฮ่อ อยู่มาตั้งนาน มรึงนี่น่าจะทำเป็นนะ ไอ้คุณreservation! ภาษาอังกฤษแม่งเก่งกว่าตูอีก

รู้ตัวว่าเป็น HR ที่ไม่ดี ยังไม่ได้ไปเจ๊าแจ๊ะกับใครนอกจากคนที่แวะเวียนมาส่งเอกสาร ขนาดน้องบัญชีที่นั่งอยู่ข้างหลังยังไม่มีเวลาคุยกันเลย
ว่าจะจัด hard file-soft file เข้าที่ แล้วคงมีเวลาไปทำความรู้จักผู้คนเอง ปรากฏว่างานเข้าอีกแล้ว

เลขาฯมาสาย มาถึงก็หน้าตาอิดโรย งานหลายอย่างแกก็ลืม ต้องโทรเรียกเมสเซนเจอร์กลับมาเอาเอกสารไปเดินเรื่องให้
ฉันรู้สึกได้ว่าแม่บ้านกับเมสเซนเจอร์ก็ประเมินฉันอยู่เหมือนกันว่าจะคุมงานแผนกเราได้ดีแค่ไหน
ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ดีแน่ ลูกน้องบ่นและอีกหน่อยก็จะไม่เชื่อถือกัน

ว่าจะคุยกับพี่เลขาฯเรื่องจัดคิวงานให้เมสเซนเจอร์และจะถามเรื่องพนง.ลาออก เพื่อที่จะได้แจ้งออกประกันสังคมและอะไรอีกหลายอย่าง ปรากฏพี่เค้าก็ชิ่งพูดก่อนว่า จะทำงานแค่เดือนนี้ ตอนนี้ก็พยายามจัดเอกสารให้อยู่ ได้งานที่ใหม่แล้วและต้องไปทำตั้งแต่เดือนหน้า เป็นโอกาสที่ดี ไม่ไปไม่ได้ (แต่ก็ไม่ได้คุยกันว่า แล้วยังไงถึงได้หางานใหม่) เลขาฯคนใหม่ จะเลือกจาก reservation ตอนนี้รอเจ้าตัวตอบตกลง (แอบหวังใจว่าไม่ใช่ยัยขี้วีนที่เพิ่งมาเซ้าซี้ให้หาวันลาพักร้อนที่เหลือของมันและเพื่อนรอบโต๊ะหรอกนะ) ซึ่งก็ไม่มีความรู้เรื่องงานธุรการเลย แล้วไงล่ะ?

งานทั้งหมดก็ตกอยู่กับฉันน่ะสิ ยกเว้นงานที่ต้องทำส่ง boss โดยตรง

ได้คุยกับแม่บ้าน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็เพิ่งปิดตัวพร้อมการ layoff เมื่อต.ค.ที่ผ่านมา
คือ ใครออมไว้เท่าไหร่ก็ได้คืนหมด ส่วนของบริษัทก็ได้เท่าที่พนง.ออมเป๊ะเลย (พนง.ออมเท่าไหร่ก็ได้แต่ไม่เกิน 7.5% ส่วนบริษัทสมทบให้ 7.5% หมด และได้เงินส่วนของบริษัททั้งหมดไม่ว่าอายุงานเท่าไหร่)
แต่ต่อนี้ไปไม่มีแล้ว พนง.ก็ขวัญเสียสิ ฉันว่าตอนนี้เงินเดือนที่ได้กันสูงๆ นั้น เท่ากับพนง.ต้องรับความเสี่ยงหลายๆอย่างไว้เองนอกจากที่ไม่รู้ว่าบริษัทจะไปได้อีกแค่ไหนหรืออย่างไร
ค่ารักษาพยาบาลที่เคยได้เท่าบริษัทเก่าแต่ของที่นี้เบิกกับฝ่ายบัญชีของบริษัทโดยตรงและจ่ายให้แม้เป็นการตรวจโดยไม่พบว่าเป็นโรคอะไร ก็อาจจะเปลี่ยนเป็น health insurance ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น บริษัทจ่ายเงินน้อยลง แต่พนง.ไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่อย่างเช่นเคย

ไอ้ฉันยังเด็กๆ ไม่มีหนี้ให้ผ่อน มีเงินเก็บพอเอาชีวิตรอดไปได้อีกปี ก็นึกๆอยู่ว่า ถ้าบริษัทจะเจ๊งก็เจ๊งไปเลย
แต่นึกถึงคนที่อยู่มาเกือบ 20 ปี ที่มีอยู่เกือบ 10 คน ใจหายแทนว่ะ ลูกเค้าจะเอาเงินจากไหนไปเรียนหนังสือวะ?

ขอให้ทุกคนยังมีงานทำ มีข้าวกิน มีบ้านให้อยู่นะ สู้ๆ




วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

งานใหม่ของหมาปอ

ตั้งใจว่าจะจบโทก่อนแล้วค่อยหางาน แต่ตอนนี้ทำงานจนไม่รู้เมื่อไหร่จะจบโท

เรื่องของเรื่องคือแบงก์ของเอ็มได้ประวัติฉันใน jobsdb.com ที่โพสท์หางานสมัยยังอยู่ที่เก่า ก็เลยได้หางานโดยไม่ตั้งใจ

ความหลังฝังใจกับที่ทำงานเก่ายังสลัดไม่หลุด แถมตอนนั้นเพิ่งตัดสินใจเป็นนักแปลฟรีแลนซ์ ด้วยความที่บ่จี๊ น้องสาวเลยคะยั้นคะยอให้รับงานแปลจากนักศึกษา ฉันก็เตรียมวางแผนประชาสัมพันธ์ คิดหาทางทำเงินจากการแปลไปเรื่อย อยู่ๆจะให้กลับมาเป็นมนุษย์ตอกบัตร อารมณ์ติสต์แตกของฉันจึงปั่นป่วน
อีกอย่าง ฉันเคยผ่านงานบริษัทใหญ่มาแล้ว ไม่อยากทำอีกแล้ว แต่พอแม่รู้ sheก็เที่ยวพูดกับเพื่อนฝูงในวงการแบงก์ไปเรื่อย รู้กันไปถึงพิษณุโลกบ้านเกิดแม่ จ๊ากกก!!!

วันที่ฝ่ายสรรหาโทรมา ฉันเครียดถึงขั้นโทรหานักจิตวิทยาเลยทีเดียว นักจิตวิทยาพูดมาคำนึงว่า ถ้าฉันแย่อย่างที่เจ้านายว่าจริงๆ นายคงไม่เลี้ยงฉันไว้ใช้ต่อหรอก อาจจะให้เซ็นต์ใบลาออกหรือเลิกจ้างไปแล้วก็ได้
แม้จะคิดว่านี่ไม่ใช่แนวของนายเก่า แต่เอาวะ เชื่อก็ได้ ไม่งั้นชีวิตคงดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ ก็เลยกล้าตอบตกลงไปสัมภาษณ์งาน

ส่วนบริษัทจัดหางาน ก็หางานบุคคลมาให้ แถมได้สัมภาษณ์ก่อนแบงก์เสียอีก เป็นบริษัทเครื่องแต่งกายและเครื่องสำอางชื่อดัง ฉายา"ซีไขว้" งานที่นี่เป็น HR ที่ทำทุกอย่างจริงๆ แต่เดิม HR Mgr เป็นคนทำ แต่ทำไม่ไหว เพราะคนเยอะขึ้น ส่วนเรื่องสภาพคล่องไม่ต้องห่วง ลูกค้ากระเป๋าหนักจริง ขายได้เรื่อยๆอยู่แล้ว ใจจริงอยากได้ที่นี่มาก ทุกอย่างลงตัว เพียงแต่ HR Mgr ยังยุ่งเกินกว่าจะนัดรอบสอง เฮ่อ!
องค์กรใหญ่ก็รอนานหน่อย ไปเพราะเสียไม่ได้ เกิดแม่ไหว้วานใครไปสืบว่าฉันเป็นฝ่ายปฏิเสธแบงก์ มีหวังโดนเล่นเรื่องนี้ไปได้อีกเป็นสิบปี
สัมภาษณ์รอบแรก แทบบ้า เค้านัดมาทำ test พร้อมกันเกือบห้าสิบคน ตอบก็ไม่ทัน ยิ่งตอนเขียนภาษาอังกฤษ ข้อท้ายๆก็ลำดับเรื่องไม่ดี (คนตรวจคงใช้วิธีคิดแทนฉัน ถึงได้เข้าใจได้ว่าฉันจะสื่ออะไร อายอิ๊บอ๋าย)
ส่วนสัมภาษณ์บ่ายวันนั้น ก็ได้คอมเม้นท์มา ผมต้องเนี้ยบนะคะ รองเท้าเตี้ยไป รอบหน้าขอสูง 2 นิ้วนะคะ สูทดำ กระเป๋ากับรองเท้าก็ต้องดำด้วยค่ะ กระโปรงยาวไปค่ะ คราวหน้าให้สั้นเหนือเข่านะคะ แล้วก็ไปอ่านเกี่ยวกับ HRM เพิ่มนะคะ เป็นเพื่อนกับเอ็มใช่ไหมคะ? ลองถามเอ็มดูนะคะว่าตอนเรียน HRM อ่านเล่มไหนไปบ้าง

สัมภาษณเสร็จก็เหนื่อยใจ เหมือนคนไปแข่งโอลิมปิกโดยรู้ว่ายังไงก็ไม่ได้เหรียญ แค่ไปรับใช้ชาติ ให้รู้ว่าเรามีความสามารถจนผ่าน qualify ได้

ดันมีรอบสองว่ะเฮ้ย เป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ไปสัมภาษณ์สาย เพราะรถของแบงก์ที่วิ่งรับส่งคนจากสีลมไปพระรามสามเกิดขาดช่วง ไปติดอยู่สาทรขาเข้าซะงั้น โทรหาเอ็ม เอ็มยังไม่ถึงสีลมด้วยซ้ำ ไปถึงก็รีบแจ้นเข้าห้องน้ำ แต่งหน้าทำผม โชคดีมีคนอื่นให้เค้าสัมภาษณ์ไปพลาง ระหว่างรอเค้าก็ให้เขียนเรียงความภาษาไทย เกี่ยวกับเป้าหมายในชีวิตการทำงาน
กรรมการอ่านแล้วชอบ เอามาพูดคุยขยายความต่อกันซะยาวในตอนสัมภาษณ์ แต่เรื่องติตต่อสัมภาษณ์รอบสามก็เงียบไป

หลังจากนั้นก็มีสัมภาษณ์อีกสองที่ ที่ที่สัมภาษณ์ก่อน เป็นอุตสาหกรรมการผลิต เจ้าหน้าที่บุคคลมีหลายคน ถ้าเข้าไปก็จะทำ training กับ Organization & Development (ไม่อยากบอกว่าไม่เคยแตะเป็นเรื่องเป็นราว) อยู่เกือบถึงรามแน่ะ ไม่ไปดีกว่า

ส่วนที่หลังเป็นบริษัทท่องเที่ยว เป็นบริษัทคนไทยแต่จ้างฝรั่งบริหาร ตำแหน่งนี้ต้องทำงานบุคคลและธุรการทั้งหมด ตำแหน่งเป็น supervisor ตอนอ่าน qualification เออ-ตรงนี่หว่า ลองดู เผื่อตำแหน่งจะได้โตตามวัย
ดีที่สัมภาษณ์ถี่ เลยไม่ตื่น-ไม่ลนลาน
วันรุ่งขึ้น เค้าก็โทรมาขอคำยืนยันเลยว่าจะมาเริ่มงานกับเค้าแน่ ลองดูไม่เสียหาย ไม่ได้ตั้งเป้าอะไรมากมายอยู่แล้วนี่ มีเงินใช้อีกต่างหาก

งานจะหนักหน่อย เพราะคนเก่าไปแล้ว เลขาฯก็ไม่ว่างสอนงาน แถมยังมีคนงี่เง่า รู้ทั้งรู้ว่าเราเข้ามาใหม่และไม่มีคนถ่ายงานให้ ก็ยังจะมาขออะไรยากๆที่ต้องใช้เวลาหา แหม-คนเก่าอยู่มา 12 ปี เอกสารก็ไม่ทำลายทิ้ง อะไรไม่รู้เต็มไปหมด รู้สึกไม่ดี แต่ก็ไม่มีเวลาเสียใจ ถ้าฉันออก คนดีๆอีกหลายคนต้องมาเหนื่อยเอางานพวกนี้กลับไปทำ อีกอย่าง พูดได้เลยว่าที่นี่ตรงกับเกณฑ์ที่ฉันเคยนึกเล่นๆระหว่างตกงานเป๊ะ เป็นที่ที่รู้สึกได้ว่าเจ้าของบริษัทให้เกียรติคน ถึงได้วางนโยบายที่ทำให้อยู่แล้วสบายใจ อย่างใครจะไปชุมนุมทางการเมือง ก็ไปได้ ไม่นับเป็นการลา ทั้งที่บริษัทเราได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบินมากอยู่

คงเหนื่อยอย่างนี้ไปตลอดช่วงทดลองงาน กว่าจะเคลียร์งานคนเก่าเสร็จ รู้งี้ไปดรอปป.โทก่อนดีกว่า มีแววจะได้ลงทะเบียนวิชา individual study เป็นรอบที่สามซะงั้น ครั้งนึงตั้งสองหมื่น

อุ๊ย-แบงก์โทรมานัดสัมภาษณ์รอบสุดท้าย! รออ่านในบล็อกหน้าแล้วกันนะ .