วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ช่วยกันๆ

ทิ้งช่วงไปนาน มีเรื่องราวหลายอย่างที่อยากเขียน แต่ติดที่เคยรับปากไว้ว่าจะเขียนเรื่องการประหยัดทรัพยากรกันต่อ
(ที่จริงก็ไม่มีใครมาทวงสัญญา ไม่รู้ว่าอ่านกันหรือเปล่าด้วยซ้ำ แต่อยากกระตุ้นจิตสำนึกของตัวเองและญาติมิตร)เลยต้องกลับมาเขียนเรื่องนี้ต่อ

อย่างที่บอกไป สิ่งแวดล้อมแบบนี้-เศรษฐกิจแบบนี้ อยากให้ลองทบทวนรูปแบบการใช้ชีวิตกันหน่อย
ก่อนจะซื้ออะไร คิดดูนิดนึง ซื้ออย่างมีสติ
จำเป็นกับชีวิตไหม? ดีอย่างไร-ไม่ดีอย่างไร?
เมื่อเราเลิกใช้ มันจะไปอยู่ไหนต่อ?
ในเมื่อเราไม่คิดจะตายกันวันนี้-พรุ่งนี้ ก็ทำให้โลกน่าอยู่กันไม่ดีกว่าหรือ

ขอนอกเรื่องนิดนึง ตอนนี้รับแปลงานด้านวิทยาศาสตร์
เศร้ามากที่รู้ว่า พลังงานที่เราใช้กันอยู่นั้น ที่จริงในระหว่างการผลิต มันมีพลังงานเริ่มต้นมากกว่าที่เราเอามาใช้ถึง 3เท่า
พูดอีกอย่างก็คือ จากพลังงานเริ่มต้น 3 ส่วน หายไประหว่างการผลิต 2 ส่วน เหลือให้เราใช้ 1 ส่วน
ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเก็บพลังงาน 2 ส่วนนั้นไว้ได้อย่างไร

ที่บ้านเรา ก็อย่างที่บอก
เสื้อผ้าที่เราไม่ใส่แล้ว เราก็ให้คนอื่น โดยเลือกให้ที่เหมาะกับคนที่จะรับช่วงด้วย จะได้ไม่ไปหมกอยู่ก้นตู้เสื้อผ้าเขาเหมือนกัน
ช่วงที่ห่างจากการเขียนบล็อกไป โชคดีมาก ไปเจอโครงการนึงใน pantip เค้ารับประมูลของ เหมือน garage sale อะค่ะ(นึกถึงงาน garage sale ที่หมวดภาษาอังกฤษ ร.ร.สายน้ำผึ้งจัดเลย) เลยโดดเข้าร่วมด้วย
เราแค่ถ่ายรูป บอกรายละเอียดสินค้า กำหนดราคาประมูลขั้นต่ำ ส่งไปให้ admin
จากนั้นเมื่อมีคนประมูลให้ราคาสูงสุด เจ้าตัวโอนเงินเข้าบัญชี แล้ว admin แจ้งชื่อ-ที่อยู่ให้เรา
เราก็แค่ออกค่าไปรษณีย์ส่งพัสดุไปให้ ตู้เสื้อผ้าโล่งไปหย่อมนึง น้องหมาแมวไร้ที่อยู่มีข้าวให้กินไปอีกหลายเดือน (ไม่คิดจะเลี้ยง ไม่ได้แปลว่าไม่คิดห่วงใยกัน)
ยังคุยกับเพื่อนจี๊ปอยู่ว่าอยากชวนเพื่อนๆมาทำอยู่เนี่ยะ

ตอนนี้ที่บ้านยัง แกะ-ล้าง-เก็บกล่องนมไปปั่นเอาเยื่อกระดาษ อัดเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ และสมุดของนักเรียนตามชายแดนให้ช่อง 3 อยู่ เดือนนี้จะปิดโครงการแล้ว แต่ว่าคิดจะทำต่อ อย่างน้อยก็ชั่งกิโลขายเพื่อไป recycle ต่อได้ ที่บ้านไม่ซื้อนมพาสเจอไรซ์ขวดอีกเลย ทั้งที่สมัยก่อน ก็ยังเก็บขวดไปให้คนอื่นชั่งกิโลขายเหมือนกัน (ขอนอกเรื่องนิดนึง ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการเก็บขยะมาประดิษฐ์เป็นของตกแต่งซักเท่าไหร่ เพราะส่วนตัวฉันแล้ว จะเลือกใช้ของตาม function ของมันมากกว่า ของตกแต่งมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นขยะอีกครั้งได้มากกว่าของที่เราใช้ตามหน้าที่ของมันจริงๆอะค่ะ)

พลาสติกสะอาดๆ อย่าง พลาสติกที่ seal ของที่เราซื้อมา แก้วบีบแตกที่เราล้างพร้อมจานชามที่บ้าน ถาดรองคุ้กกี้ ฯลฯ ที่บ้านจะแยกใส่ถุงพลาสติกใบใหญ่ไว้ ให้คนเก็บขยะเค้าเอาไปขาย ช่วยให้เค้ามีค่ากับข้าวได้อีกถุง

ไม่น่าเชื่อว่ากระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ขายได้ กล่องโมจิเอย ตั๋วรถไฟ ตั๋วรถเมล์ ใบเสร็จที่ด้านหลังรอเอามาจดอะไรแล้ว ทิ้งใส่ถุงพลาสติกอีกใบ ตอนออกบ้าน ก็หิ้วไปแวะขายให้ร้านรับซื้อของเก่าที่หน้าปากซอย ได้กิโลละ 3 บาทแน่ะ สองกิโลก็ได้ค่ารถสองแถวแล้ว

ก็แล้วแต่คนจะคิดนะ สำหรับฉันแล้ว มันเหมือนทำให้เห็นคุณค่าของเงินมากกว่าจะเก็บขยะขายอย่างจริงจัง (บางบ้านได้ตั้งเดือนละ 4 พัน—ไม่น่าเชื่อ)

เวลากินข้าว ก็กินเป็นมื้อๆ จะได้ไม่ต้องล้างจานที่กินระหว่างมื้อกันบ่อยๆ

วันไหนกลับมา รู้ว่าเหนื่อย ก็ไม่เปิดทีวี นอนเลยดีกว่า

โชคดีที่เป็นคนหนาวง่าย แค่รู้สึกว่าเหงื่อจะไม่ออกก็ไม่ต้องเปิดพัดลมแล้ว

วันไหนต้องออกนอกบ้าน ก็พยายามทำธุระนอกบ้านหลายๆอย่างภายในวันเดียว จะได้ไม่ต้องออกบ่อยๆ (คิดว่าจริงๆแล้ว ติดเชื้อขี้เกียจของพี่โอมามากกว่า)

ดูสิ มันไม่ได้ยากอะไรเลย เพียงแค่มีอะไรต้องฉุกคิดมากขึ้นแค่นั้นเอง ช่วยๆกันหน่อยน้า